รถตู้คันสุดท้าย : ในความมืด

posted on 05 May 2009 10:59 by lonesome-cities  in FICTION

 


 

ตอนที่ 1 รถตู้คันสุดท้าย โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ตอนที่  2 เศษกระจกจากภาวะล่องหนของคนขับรถตู้  โดย อนุกูล เหมาลา

ตอนที่ 3  วิญญาณในป่าไม้เลื้อย  โดย นฆ ปักษนาวิน


 

1.

แล้วก็มีแต่ความมืดเท่านั้นซึ่งโอบกอดสรรพสิ่ง แสงสว่างนั้นมีอยู่จริงแต่มันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเป็นสิ่งซึ่งมาแล้วจากไป  สิ่งซึ่งไม่ได้ ‘ขับไล่' ความมืด   หากชำแรกแทรกสอดเข้ามาระหว่างความมืดต่างหาก   แสงสว่างจึงเป็นประดุจอวัยวะเพศชายซึ่งชำแรกสู่โถงถ้ำอันมืดมิด และทิ้งเชื้อชั่วร้ายในนามของมนุษย์เอาไว้ในครรภ์ของความมืด   ความมืดจึงน่าจะมีเพศเป็นหญิง  ลึกลับ แปรปรวน ไม่อาจคาดเดาและถูกทำให้เป็นปีศาจ

 

เธอย้ายออกจากห้องเช่า หลังจากเขาตายลงได้ปีครึ่ง ข้าวของหลายอย่างของเขายังคงตกค้างอยู่ในห้องทั้งๆที่เธอคัดเลือกบางส่วนส่งคืนป้าของเขาไปแล้ว แต่เธอก็ยังค้นเจอบางอย่างตอนที่ย้ายออกไป  เธอไม่ได้ร้องให้ในงานศพของเขา และป้าของเขาจ้องมองเธออย่างอาฆาตมาดร้าย เขาตายจากอุบัติเหตุรถตู้ชนรถสิบล้อหลังจากทะเลาะกับเธออย่างรุนแรงในคืนหนึ่ง  มาถึงตอนนี้เธอไม่ได้ติดต่อกับป้าเขาอีกเลย  หนังสือสองสามเล่มที่เขาซื้อ และกางเกงขาสั้นตัวหนึ่งที่ซุกในตู้เสื้อผ้าของเธอถูกทิ้งไว้ในห้องหลังจากเธอย้ายออก  ผู้เช่ารายใหม่เป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามัน  พวกเขาเอาหนังสือพวกนั้นไปถึง กางเกงขาสั้นกลายเป็นผ้าเช็ดเท้า ร่องรอยของเขาเลือนหายชั่วนิรันดร์

 

2.

ความมืดมีคุณสมบัติพิเศษเพราะมันบดบังดวงตาของเราจากทุกสรรพสิ่งประหนึ่งฉาบเคลือบมันเอาไว้  การสัมผัสรับรู้ซึ่งไม่ผ่านดวงตานั้นนำมาซึ่งความหวาดผวาอันลึกซึ้ง รูปทรงของสรรพสิ่งต้องถูกถอดรหัสจากเส้นทางการสัมผัสซึ่งเป็นเหมือนทางเล็กๆที่รกชัฏ  รหัสที่ได้ไม่ชัดแจ้งครบความมันคลุมเครือแลพร้อมจะถูกตีความอย่างผิดเพี้ยนได้แทบทั้งหมด ในความมืดเราถูกทอดทิ้งไว้ในความกลัวซึ่งมีอยู่มาก่อนเก่า ความมืดไม่ได้น่ากลัว แต่ความมืดทำให้ความกลัวแจ่มชัดขึ้นกว่าสิ่งอื่น

 

เขาไม่เคยเรียนรู้เลยว่าในขณะหนึ่งตอนเกิดอุบัติเหตุ เขาได้สาบสูญไปจากเหตุการณ์ราวสองวินาที และนั่นคือเหตุผลอันไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวจากเหตุการณ์นั้น เขาไม่ได้ตระหนักเรื่องนี้  เหตุการ์ณถูกสรุปรวบรัดว่าเป็นอุบัติเหตุ เขารอดจากโทษจำคุกหวุดหวิดจากฝีมือทนายของเจ้าของคิว หลังจบเรื่องเขาลาออก พอกันทีงานขับรถตู้ที่ต้องแบกรับชีวิตผู้คน เขากลายเป็นคนตกงานที่อมทุกข์และเศร้าสร้อย เขาดื่มหนักและกลายเป็นภาระของลูกเมีย  บางค่ำคืนที่เมามายเขาเพ้อพร่ำว่าตัวเองน่าจะตายในอุบัติเหตุนั้นเสีย ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันกัดกินเขาอยู่เช่นนี้   เมียของเขาหอบลูกหนีไปในคืนหนึ่ง ขณะเขากำลังหลับ  เขาตื่นมาในห้องเช่าที่มีแต่ความว่างเปล่า ก้มหน้าร้องให้อย่าคลั่งแค้น เขาเกลียดคนตายทุกคนที่ทำให้ชีวิตเขาตกต่ำถึงขีดสุด ชิงชังที่ตัวเองไม่ตายตกตามไป เขาเกลียดสายตาอาฆาตแค้นของป้าของคนตายคนหนึ่ง  แค่เพียงเพราะเขาเป็นคนขับเขาต้องรับบทฆาตกรเพื่อให้ทุกคนข่มตาหลับเพราะมันพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา  เป้นความผิดของคนขับระยำคนนั้น  มันสมควรนอนคุกเสียด้วยซ้ำ  ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวเขาเรื่อยมา  มันกัดกินทั้งในยามหลับและยามตื่น  ตอนนี้เขาสิ้นไร้ไปทุกทางแล้ว นี่คือการใช้กรรมติดจรวดหรือ นี่มันพอหรือยังกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

 

มีคนพบศพเขาแขวนคอตนเองห้อยอยู่กับขื่อ  ก่อนตายราวกับภาพทั้งหมดไหลทบย้อนกลับ  ขณะที่เขากำลังดิ้นขลุกขลักสูดหายใจลึกต้านบ่วงซึ่งรัดคอแน่นเข้าแน่นเข้า  ภาพอุบัติเหตุกลับมาสะท้อนในห้วงทรงจำ ร่างของผู้โดยสารหนุ่มซึ่งลอยละลิ่ว ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับมืด  ชั่วขณะหนึ่งเขาพบตัวเองในป่าไม้เลื้อย  ราวสองวินาทีก่อนเสียงเหล้กบดประเทกจะกระชากเขากลับไปยังจุดเดิม  พลันภาพชัดของป่าไม้เลื้อยปรากฏขึ้นขณะลมหายใจของเขาขาดห้วง

 

3.

ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่นอกจากความมืดอีกต่อไป ท้ายที่สุดเมื่อแสงแห่งวันลาลับไป โลกก็คืนสู่สถานะดั้งเดิมมนุษย์ผู้โง่เขลาเรียนรู้เกี่ยวกับกองไฟ พวกเขาพยายามอย่างหนักในการยื้อยุดแสงสว่างเอาไว้ให้นานนับนานเพื่อขับไล่ความกลัว พวกเขาเรียนรู้การก่อไฟ การทำเทียน การจุดตะเกียงน้ำมัน  การประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า การพัฒนาหลอดฟลูออเรสเซนต์  พวกเขาทำไปอย่างทึ่มทื่อและโง่งมสร้างแสงเทียมเพื่อทำสงครามกับความมืดอันไม่รู้สิ้น ทั้งหมดนั้นยืนอยู่บนขอบเหวของการพึ่งพาวัตถุดิบจำนวนมาก  มันคือแสงซึ่งเปราะบางและซีดเซียว  ใต้แสงนั้นมนุษย์ผิวซีดราวกับศพ หากทุกคนยังพากันรื่นเริงและเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดผวาอีกต่อไป

 

ผมค่อยๆเลือนจางไปแล้ว หายไปจากความทรงจำของเธอ  ร่างค่อยๆโปร่งบางลอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่าผมกำลังเป็นชายไร้หน้าในป่าไม้เลื้อย ผู้คนเริ่มลืมเลือนผม  กระทั่งเธอที่ผมจดจำได้ดีขึ้นหลังจากตายไปแล้วก็เริ่มลืมเลือนผมไป ความตายทำให้เราจดจำผู้คนได้ดีขึ้น เพราะเราไม่มีความทรงจำใหม่ๆอีกต่อไป ความทรงจำดั้งเดิมถูกหยิบมาใคร่ครวญใหม่อย่างละเอียดลออ ผมเริ่มจดจำสิ่งซึ่งผมจำไม่ได้ตอนยังมีชีวิต  สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับเธอ กลิ่นหอมของเส้นผม รอยชื้นของน้ำตา รูปทรงของร่างกายซึ่งเธอทิ้งไว้บนฟูกนอนยามลุกจากไป ผมเป็นคนบอกเลิกเธอในค่ำคืนนั้น และตอนนี้เธอบอกเลิกกับผมด้วยการลืมเลือนผมไป ส่งคืนความทรงจำเกี่ยวกับกันและกันมาสู่ผม ผมมาถึงจุดที่เป็นผู้รับคืนความทรงจำจากผู้อื่น เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง กระทั่งคนแปลกหน้าที่อ่านเกี่ยวกับข่าวนี้ในหนังสือพิมพ์  ความตายพร่าเลือนและมีสีเขียวของป่า ความตายในรูปร่างอันบุบบู้ของรถตู้คันหนึ่ง กล่าวจากคนเป็นผมคือผีซึ่งสิงสู่อยู่ในซากรถตู้ที่ผมตาย  กล่าวจากคำของชายไร้หน้า ผมกำลังอยู่ระหว่างการหยุดรอสักเล็กน้อย ก่อนจะเดินทางไกล  เขาเรียกสถานที่นี้ว่า ‘เกาะของคนตาย' เกาะซึ่งผู้ตายรอคอยให่ความทรงจำเกี่ยวกับตนเองนั้นเลือนจางลง   เมื่อไม่มีใครจดจำเขาอีก เขาจะกลายเป็นอิสระ   โปร่งบางในแสงสุดท้ายแล้วเลือนสลายไป  ระหว่างนั้นผู้ตายพักอาศัยยังที่ที่เขามีชีวิตอยู่ ดำรงคงในรูปของวิญญาณ

 

เหลือเพียงความทรงจำของผู้เป็นป้าเท่านั้นซึ่งดำรงคงอยู่หลังการตายของชายขับรถตู้  ความทรงจำของคนแปลกหน้านั้นเข้มข้นและกดทับ  วันที่ชายคนขับรถตู้ตาย ผมหายใจไม่สะดวกราวกับส่วนหนึ่งในตัวผมตายลงไปพร้อมกับเขาอีกครั้ง  ชายไร้หน้ากล่าวเพียงว่านี่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการจดจำ ลองถ้าคุณได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  มันจะย้อนมาสนองคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  มาในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ชัด  หรือไม่ก็มาในรูปที่คุณไม่มีวันจะเข้าจำได้  ผมเริ่มค้นชิ้นกับสภาพของป่าโดยรอบของซากรถตู้แล้ว เฉกเช่นเดียวที่คุ้นชินกับเขา ผมกำลังเรียนรู้ที่จะกลายเป็นเขา  ด้วยการปะติดปะต่อเศษกระจกแห่งความทรงจำชิ้นแล้วชิ้นเล่า ผมมองย้อนกลับไปยังอดีต  มีเวลาเหลือเฟือที่ผมจะฟูมฟายถึงมัน วัยเด็กอันร้าวเศร้า วัยหนุ่มอันคึกคะนอง  ผมเริ่มจดจำถึงความป่วยไข้ของเธอ และจดจำว่าผมได้กระทำสิ่งชั่วช้าไปมากเพียงใด   ผมจดจำถึงป้าผู้โศกเศร้าของผม  เธอไม่ใช่แม่แต่เป็นคนที่เลี้ยงดูผมมาแต่เล็ก ผมไปจากเธอตอนอายุได้สิบแปดด้วยการโดยสารรถประจำทางมุ่งหน้ามาสู่เมืองหลวง  ทิ้งป้าผู้เศร้าสร้อยกับทุกสิ่งในชีวิตไว้ในห้องแถวเก่าโ?รมและการงานหนักหน่วงไม่รู้จบ  ป้าผู้กัดฟันส่งผมเรียนหนังสือเพื่อที่จะถูกผมทอดทิ้งไว้กับความทรงจำเก่าแก่ เช่นเดียวกันกับเธอ ที่นอนซมหลังกลับจากคลินิคทำแท้ง ผ้าปูที่นอนสีขาวเปื้อนเลือดระทมจากช่องขาของเธอ  วินาทีนั้นเองผมกล่าวลาเธอแล้วเดินจากมา

 

4.

ความมืดคือความมืด ในทางกายภาพความมืดดำรงคงอยู่ เฉกเช่นในทางนามธรรม ความดีงามเกิดจากกาสั่งสอน แต่ความมืดดำนั้นมาจากสัญชาตญาณของเรา  นี้อาจเป็นความคิดทวิลักษณ์ที่อ่อนก้อยและน่าสมเพช ซึ่งได้ผลักสัญชาตญารดั้งเดิมของมนุษย์ให้ผูกพ่วงอยุ่กับความชั่วร้ายจะได้ยึดกุมเอาวาทกรรมความดีงามไว้แต่เพียงผู้เดียวเพื่อปกครอง  แต่เชื่อเถิดว่าความมืดมีอยู่ มันไม่ได้น่ากลัว เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในเราทุกคน  เราเลือกไม่ได้หรอก  มีแต่รอคอยจะถูกกลืนกินเท่านั้น

 

นั่นคือที่ชายไร้หน้ากล่าวกับผม  ในที่สุดผมเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับแบบจำลองของภูติผีแล้ว ผมตาย หลงติดอยในห้วงกาลเดิมๆ  เหตุการณ์เกิดวนซ้ำไปซ้ำมาโดยการสุ่ม  ผมไม่ได้เป็นวิญญาณเร่ร่อนซึ่งกรีดร้องอยู่บนทางด่วยนในยามกลางคืน แต่เหตุการณ์สุ่มอยู่ที่ผมกลายเป็นวิญญาณที่ติดอยู่กับซากรถตู้  พวกเด็กหนุ่มคึกคะนองเดินทางไกลมาพิสูจน์ความกล้าเพื่อจะเห็นผมเดินไปเดินมาอยู่รอบๆรถตู้คันนั้นในป่าไม้เลื้อย  กิจวัตรวนซ้ำ จนในที่สุดผมก็พบว่าที่แท้แล้วผมไม่ได้ค่อยๆกลายเป็นชายไร้หน้า แต่ผมคือชายไร้หน้าในอีกห้วงกาลหนึ่งนั้นเอง ชายไร้หน้าไม่ได้มีอยู่มาแต่ต้น มีแต่ผมเองในห้วงมิติซึ่งแตกต่างกัน  เศษกระจกถูกต่อครบสมบูรณ์แล้ว แต่นั่นไม่ได้นำพาใครไปสู่สิ่งใดทั้งสิ้น

 

 FILMSICK

หนังสือของคนไร้เพศ

posted on 04 May 2009 22:51 by lonesome-cities  in FICTION

ตอนที่ 1 ปาริสุทธิ์ : โลกเพิ่งมีอายุ 19 ปี โดย นก ปักษนาวิน
http://lonesome-cities.exteen.com/20071011/entry

ตอนที่ 2 ทฤษฎีจิตวิทยาของปาริสุทธิ์ โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ
http://lonesome-cities.exteen.com/20071104/entry 

ตอนที่ 3 มารดาของปาริสุทธิ์โดย Filmsick
http://lonesome-cities.exteen.com/20080405/entry

ตอนที่ 4 หนังสือของคนไร้เพศ โดย นกฮูก

เขามักแวะมาที่ร้านของผม ร้านเสื้อยืดและร้านศิลปะเล็กๆ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ยามที่เขาแวะมาเชียงใหม่ทุกครั้ง เขาจะเลือกพักยังโรงแรมเล็กๆ สุดถนน โรงแรมที่ผมเป็นคนออกแบบโลโก้และป้ายบอกทาง ชายหนุ่มอายุ 19 ชายหนุ่มที่ไม่เหมือนชายหนุ่มผู้นี้ คงไม่มีใครเชื่อหากผมจะบอกว่า เขาไม่มีเพศบ่งชี้ ตั้งแต่คราวแรกที่เราพบกัน

ขอได้โปรดฟังก่อน บางทีผมอาจทำหลายคนสับสน จริงๆ เขาพูดกับผมแบบนี้ตั้งแต่คราวแรกที่พบกัน ผมคนไร้เพศครับ
เฮ้ย
! ใครกันเมื่อพบเจอกันในคราวแรก ก็บอกว่าตัวเองไร้เพศ แต่เชื่อเถอะ นี่คือตัวเขาจริงๆ ชายหนุ่มนามปาริสุทธิ์

ผมอาจกล่าวสวัสดี คุณอาจกล่าวทักทาย ฮัลโหล แต่สำหรับเขา
ผมคนไร้เพศครับ

***

ก็ช่างคนอื่น ผมชินเสียแล้ว เขามักตอบแบบนี้เสมอเวลาใครกล่าวถามถึงที่มา และเพศของเขา
ผมก็คิดว่า เขาคงอยากพูดคำอื่น แต่ในประเทศที่เราอาศัยอยู่ ก็คงใช้คำอื่นที่ดีกว่านี้ได้ยาก

ก่อนหน้าที่ผมและเขาจะได้เจอกันจริงๆ ผมได้รับอีเมลจากเพื่อนหญิงของผม ให้จัดการหานักแปล เปลี่ยนสำเนาเรื่องสั้นจำนวน 4 เรื่อง จากต้นฉบับภาษาไทยให้เป็นภาษาฝรั่งเศษ แต่ผมเองไม่ทราบได้ว่าในจังหวัดที่ผมอาศัยอยู่ จะมีใครที่สามารถแปลภาษาฝรั่งเศสที่ว่าได้ (ไม่ได้หมายความว่า ไม่มี แต่ผมเองเป็นคนไม่รู้จักใครเลยในสาขาวิชาชีพที่ว่า ที่พอรู้ก็มีแต่แปลไทยเป็นภาษาอังกฤษ)

ผมได้แต่ตอบกลับเพื่อนหญิงไปว่า คงไม่สามารถหาได้ในช่วงเวลารีบด่วนขนาดนี้ อีกทั้งความสามารถที่ผมพอมีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานลายลักษณ์อักษรเลย จะพอเกี่ยวอยู่บ้างก็แค่การจัดเรียงรูปคำ ให้มันดูสวยงาม (ในแง่ของภาพ) ผมหมายถึงการออกแบบปกหนังสือ หรือภาพประกอบเรื่อง

หลังจากนั้น 2 วัน เพื่อนหญิงของผมก็โทรศัพท์ มายังออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่ สอบถามคิวงาน และวันเวลาที่ผมสะดวก ผมตอบเธอไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ช่วงนี้ไม่หนักมาก พอลัดคิวได้ แต่อาจเป็นงานที่ไม่ได้ดีอะไรมากมาย หากรับได้ หรือคุยกันก่อน ผมอาจทำให้งานแล้วเสร็จ

***

อาจฉุกละหุกไปหน่อย คือผมต้องรีบใช้แล้ว เขาบอก ผมได้แต่เออ ออ ออกแบบปกไม่น่ายาก วันเดียวก็เสร็จ แต่พอได้อ่านต้นฉบับแล้ว ผมก็อยากถอนคำพูดของตัวเองจริงๆ

อีกชั่วโมงถัดมา ผมก็ได้รับต้นฉบับเรื่องสั้นภาษาไทยขนาด 8 หน้า เอสี่  แนบมาภาษาฝรั่งเศษมาด้วย (ผมไม่ทราบได้ว่าเธอและเขาจ้างวานให้ใครแปล แต่เขาคนนั้นสำหรับผมก็ทำงานได้เร็วมากๆ) เรื่องสั้นทั้งสองภาษาถูกส่งมาทางอีเมล

เรื่องสั้น คล้ายเรื่องยาว ผมคิดว่า มันเหมือนไม่ใช่คนๆ เดียวเขียน แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไป

บอกกันตามตรง เรื่องยากดีทีเดียว ผมอ่านมันหลายรอบมาก เรื่องสั้นว่าด้วยคนไร้เพศ จากสำนวนการแปลของคุณปาริสุทธ์ นักเขียนหน้าใหม่ ที่นั่งตรงหน้าผม (คนไทยหลายคนอาจไม่รู้จักเขานัก ผมเองก็เช่นกัน แต่ในฝรั่งเศส เขาเป็นนักเขียนอันดับต้นๆ)

เราทั้ง 2 นัดเจอกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในจ. ภูเก็ต ใกล้กับโรงแรมที่เขาพักอยู่ ผมเองก็จดบันทึกการพูดคุย ร่างแรก แบบปก ก็ปกติธรรมดา ของการรับงาน เราต้องเค้นสิ่งที่ผู้ว่าจ้างวานต้องการให้ได้มากที่สุด ไม่จำเป็นว่างานไหน งานด่วน งานปกติ ล้วนแล้วต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้นทั้งนั้น

นิสัยใจคอ สีที่ชอบ กาแฟที่ดื่ม อาจดูมากไป แต่ผมก็ถาม สังเกตเท่าที่จะทำได้ กราฟิกคนอื่นทำงานอย่างไร ผมไม่อาจทราบรายละเอียด แต่สำหรับการทำงานของผม กาแฟที่เขาดื่มก็บอกได้ว่าเขาชอบงานแนวไหน

ผมหยิบกระดาษเปล่าออกมาจากกระเป๋า ยังไม่ทันทำอะไรต่อ
ผมเชื่อมือคุณครับ เขาบอก ผมยิ้ม อยากให้ออกมาแนวไหนครับ ผมถาม
ไม่อยากให้เรียบเกินไป แล้วก็ไม่อยากให้หวือหวาเกินไป เขาว่า คล้ายๆ อยู่ตรงกลาง ผมเสริม
ประมาณนั้น แต่เดี๋ยว ผมอยากให้มีสีม่วงอยู่ในงานด้วย ชมพูก็ได้ เขาบอก ผมจดบันทึก วาดร่างเป็นภาพ

แล้วอะไรอีกครับที่อยากให้มี ผมถามต่อ ในมือก็ร่างรูปปกแบบอักษร มีชื่อหนังสือวางอยู่กลางกระดาษ แล้ววาดลูกศรไปทางตัวหนังสือตัวสุดท้าย ตัวหนังสือไม่ใหญ่มาก ที่ปลายลูกศรผมเขียนตัวหนังสือเล็กๆกำกับติดว่า ใช้สีม่วง
เขามองแบบร่าง ยิ้ม พอใจ

ผมพยายามร่างแบบร่างบนกระดาษเอสี่ ร่างความคิดของผมกับเขาให้ออกมาเป็นรูปภาพเดียวกันให้ได้ งานยากๆ จะได้ง่ายขึ้น

ผมร่างไปได้สัก 3 แบบก่อนจะวาดต่อ
แบบนี้เลย ผมชอบ เขาว่า และชี้ไปที่แบบร่างที่สาม มันเป็นรูป...(ไว้จะมาเพิ่มรายละเอียดภายหลัง)

งานเขียนเรื่องสั้นของเขาล้วนแล้วแต่เป็นที่มาที่ไป และข้อเขียนอันยากเข้าใจส่วนตัวเขาเอง (สำหรับตัวผม) เป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ ยอมรับ และเชื่อ ว่านี่จะเป็นเรื่องจริง ชีวิตของคนจริงๆ คนที่ไร้เพศ และมีแม่ 2 คน อยู่อาศัยแต่โรงแรม ไร้บ้าน เงินทองมากมายมาจากไหนไม่มีใครทราบ

เราคุยกันไม่นานนัก เขาบอกผมว่า ผมอาจพักอยู่ที่นี่อีก 2 วัน คุณทำทันไหม เพราะเดี๋ยวผมก็จะต้องเดินทางไปต่อแล้ว
ทันนะ ไม่น่ามีอะไรแล้ว
แล้วคุณจะไปไหนต่อ ผมถาม
ฝรั่งเศส

เขาตอบห้วนสั้น ผมไม่ถามต่อ ก่อนเราจะแยกย้าย เขาขอเป็นคนเลี้ยงกาแฟ ผมกล่าวขอบคุณ

คิดว่าอีก 2 วัน คนทำทันสบายๆ
ผมส่งแบบไปให้เขาทันก่อนเขาเก็บกระเป๋าจากลา

***

วันนี้ หนังสือเล่มดังกล่าว ก็ยังไม่มีใครเคยเห็น แม้แต่ตัวผมเอง เหตุผลต่างๆ นาๆ ที่เราเองก็สุดจะคาดเดา ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับปัญหาใด แต่คล้ายมีเสียงเล่าลือกันว่า ผู้เขียนไม่มีตัวตนอยู่จริงบนโลกของเรา เขาคล้ายชายจากนอกโลก เดินทางมาเยี่ยม กล่าวทักทาย ผมคนไร้เพศครับ แล้วก็แวบหายจากไป และแม้ว่าเขาจะมีตัวตนอยู่จริง ผมก็คิดเอาเองว่า หากคุณเพ่งจ้องมองไปในกลุ่มผู้คนที่หนาแน่นในเมือง คุณก็ไม่มีวันหาเขาเจอ หากคุณไม่ได้รับการกล่าวทักทายจากเขา คำทักทายประหลาด

หรือว่า ในหน้าประวัติศาสตร์โลก (แบบของเรา) คนไร้เพศนั้นไม่เคยมีอยู่จริง

นกฮูก

ดาดา4

posted on 29 Apr 2009 06:25 by lonesome-cities  in FICTION

ดาดา ตอนที่ 1 โดย โดย อนุกูล เหมาลา

ดาดา ตอนที่ 2 โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

ดาดาตอนที่ 3 โดย  วุฒิชัย กฤษณะปกรณ์กิจ

 

ดาดาตอนที่ 4 

ไม่มีชาวดาดาคนใดกล่าวถึงความทรงจำของตน*

 
ดาดาจ้องมองซากรถตู้ด้วยความรู้สึกสมเพศ,นอกจากห้วงเวลา-อย่าได้ดูหมิ่นต่อการดำเนินไปของความไม่มีเหตุผล,ดาดารู้สึกสมเพสต่อการให้เหตุผลของมนุษย์-อย่างน้อยก็ของชายในรถตู้ผู้ซึ่งเสียชีวิตและสถิตอยู่ในแผ่นกระจก เขาผู้ซึ่งไม่รู้จักความตายเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาต้องกำเนิดมา ดาดาสมเพศต่อความเปล่าเปลืองของเหตุผลซึ่งแท้จริงก็ทำได้เพียงการคาดคะเนอันไร้ความหมาย และเลยความมดเท็จออกไปอีกก็คือการพยายามให้เหตุผลของผู้ซึ่งขีดวงชีวิตของชายหนุ่มคนนั้นให้แคบเข้า ลากเส้นผ่านบางจุด เร่งรัดความตายและให้คำอธิบายกับทุกสิ่งหลังจากนั้น,เวลาหนึ่งวันสองวันหรือหกเจ็ดเดือนที่แท้นั้นเป็นเพียงสิ่งเลื่อนเปื้อนของจิตวิญญาณ,ขณะที่วันเวลาอันแท้จริงได้ขึ้นอยู่กับดาดา--

ดาดามองแผ่นกระจก และหยุดนิ่งอยู่แค่นั้น การให้เหตุผลเป็นสิ่งไร้ค่า,ชายผู้นั้นครอบครองความมั่นคงหนักแน่นทางปัญญา ,แน่แท้-เขาย่อมมีวิญญาณอันยากไร้,มาเซลเองก็ได้ตายไปตั้งนานแล้ว,ดาดาสำนึกเมื่อกลับมามองเห็นเงาของตัวเองอีกครั้งในกระจก ดาดาคิดถึงสถานที่อันเป็นจุดมุ่งหมายของมาเซลที่ได้บอกเอาไว้ก่อนตาย,หรืออย่างน้อยดาดาก็รู้สึกแบบนั้น,ขณะทั้งคู่เดินทางมาด้วยกัน ดาดาคิดว่าจะลองไปที่นั่นดูสักครั้ง แม้ในตอนนี้ดาดายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นที่แห่งใดก็ตามที

จากดงแดนของเหล่าวิญญาณซึ่งกักกันตนเองในป่าไม้เลื้อย ดาดามุ่งหน้าลงใต้...

* ถ้อยคำของ มาร์เซล จันโค ( Marcel Janco ) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มดาดา


Burmese Town
หนังสืออีกเล่มหนึ่งถูกลืมไว้บนรถโดยสาร อาศัยการเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ และบางหน้าขาดหายไปแล้ว-และอาจกลายเป็นสิ่งอื่นซึ่งไม่แน่ชัด กระดาษชำระ,มวนบุหรี่ หรือเป็นที่จดเบอร์โทรศัพท์ของชายหนุ่มซึ่งขอมาได้จากหญิงสาวแปลกหน้าที่พบเจอโดยบังเอิญ;  ชายหนุ่มขี่มอเตอร์ไซต์มาจากหมู่บ้านซึ่งแต่เดิมไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่บนเกาะไม่ไกลจากฝั่ง หมู่บ้านชาวเลซึ่งถูกบีบบังคับให้ลงหลักปักฐานเป็นถิ่นที่ จากแต่ดั้งแต่เดิมบุราณนานชั่วกับกัลนั้นเขาเป็นชนเผ่านักเดินทางแห่งมหาสมุทร ล่องเรือบ้านไปตามหมู่เกาะของอินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย ไปตามน่านน้ำของโลกซึ่งยังไม่ถูกขีดเส้นที่มองไม่เห็น แต่บัดนี้กลับมีและขีดเส้นชีวิตให้พวกเขาจำนนอยู่กับเที่เขาไม่ได้เลือก  และเขาก็ยอมรับตัวเองไม่ได้อีกต่อไป  เขาอยากกลับกลายมาเป็นสิ่งอื่นที่ไม่รู้จัก อยากไปให้พ้นความสามารถของปลา อยากไปให้พ้นการหยั่งรู้ของเต่ากระตนุมะเฟือง  และเราก็ทำให้พวกเขาสมใจ เขากลับกลายมาเป็นมนุษย์จนๆ ซึ่งไม่มีทางเลยที่จะรอดพ้นการหมิ่นแคลน แต่กระนั้นดูเหมือนเขาก็ยังไม่ตระหนัก   
 หลังจากสึนามิ พวกเขาค่อยๆ ถูกมองว่าเป็นมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง และหลังจากนั้นพวกเขาจึงถูกย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร หมู่บ้านซึ่งได้จัดชะตากรรมของพวกเขาให้มีค่าประมาณกัน บ้านเดี่ยวสองชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้สังเคราะห์ ไม้ดอกถูกๆและสนามหน้าถุงพลาสติก บ้านทุกหลังถูกทาด้วยสีม่วงอ่อน โอ ยามตะวันตกดินน่าซาบซึ้ง และกองทัพยุงและความมืดมิดอันสว่างจ้า และเขาได้พบกันเธอ เธอซึ่งบอกเขาว่าไม่ได้เป็นชาวเลเหมือนแม่ของเธอ เธอซึ่งไม่ได้ถืออิสลามเหมือนพ่อของเธอ เธอซึ่งกำลังเดินทางไปหากับดักของอนาคต ซึ่งไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากการหลอกหลอนของอดีต ถึงตอนที่เขาได้โทรไปหาเธอ อาจจะเป็นคืนเดือนมืดและจิตวิญญาณของเขาหล่อรวมกับคลื่นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า วิญญาณที่ได้พร่ำบอกถึงคำรักและกระซิบถึงความใฝ่ฝันอันโง่งม และเธอร่ำไห้แด่ความโง่งมของความเป็นจริงของเขาและเธอ 
 
เกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อมา,ไม่นาน,หนังสือเล่มนั้นก็เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ เมืองซึ่งขมุกมัวอยู่ในหมอกฝน ฝนซึ่งตกอยู่ได้ทุกฤดูกาล โดยความแจ้งชัด มันได้พาแอ่งน้ำขังอันน่ารำคาญ และกลิ่นอวลไอแปลกๆ ปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาซึ่งได้โอบล้อมเมืองนั้นไว้ชั่วกาลนาน เมืองซึ่งผู้คนชาวพม่าหลั่งไหลข้ามเส้นขีดคั่นของสองชายแดนเข้ามาโดยความสะดวกดาย เมืองซึ่งแลดูเหมือนว่าเศรษฐกิจการค้านั้นดำรงอยู่ได้เพราะกลุ่มคนเหล่านั้น,ดาดาเดินผ่านห้องพักที่มีไว้สำหรับคนพม่า ได้ยินเสียงร้องเพลงจากร้านคาราโอเกะค่ำคืนซึ่งได้ดัดแปลงมาจากเพลงไทย  สัมผัสความรื่นเริงบันเทิงใจของผู้คนซึ่งผัดทานาคาจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาด,ใบกล้วย ใบกล้วยซึ่งบางใบนั้นขาดเป็นริ้วด้วยแรงลมหรือฝน กับดินแดงฉ่ำชุ่มน้ำซึ่งต้นกล้วยแทงหน่อออกมา,โดยปราศจากการเห็น แต่ดาดาคิดถึงทัศนียภาพเช่นนั้นตลอดเวลาเมื่อคิดถึงเมืองในหุบเขาแห่งนี้

ดาดาได้เดินทางลงใต้ผ่านเมืองในหุบแห่งนั้นจริงหรือ หรือเป็นเพียงห้วงคำนึงชั่วขณะแห่งการพินิจแผ่นกระจก ใครเลยจะรู้ได้ นอกจากของคุณเท่านั้น,เมืองในหุบเขาซึ่งรุ่งสางมาเยือนด้วยเสียงนกดุเหว่า,อันในป่าไม้เลื้อยแห่งนั้นก็เช่นกัน,นานแค่ไหนกันนะแห่งการเดินทางไกลหรือไม่เลย,ที่ดาดาไม่ได้พูดกับใครหรือผู้ใดด้วยถ้อยคำภาษาของมนุษย์ ความทุกข์ท้นปริแตกออกมาจากความจริงข้อนี้ ด้วยการคิดด้วยภาษามนุษย์ ดาดาจึงพบกับขอบเขตสุดท้ายซึ่งบรรดาการเป็นเหตุเป็นผลทั้งหลายพากันมายอมจำนน

เมืองในหุบแท้จริงอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าตรู่  และแท้แล้วตอนกลางวันก็ไม่ได้ร้อนเหมือนเมืองทางใต้อื่นใด หนังสือเล่มนั้น- ซึ่งเดินทางผิดที่ผิดทางมาจากร้านหนังสือเก่าแห่งหนึ่งบวมพองจากไอฝนหรือน้ำค้างนั้นมีอยู่จริง,หรือไม่จริงก็มิขึ้นอยู่กับสิ่งใดนอกจากการให้เหตุผลของคุณ,ภูเขาล้อมเมืองไว้ครึ่งหนึ่งและทะเลล้อมเราไว้ครึ่งหนึ่ง ถ้อยคำซึ่งครั้งหนึ่งคงเป็นคำพูดของใครก็ได้มาปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษ ราวกับล่วงรู้ว่าถ้อยคำนั้นได้กำเนิดขึ้นมาในเมืองนี้เอง--

Message log for Shuman713429923272

posted on 09 Dec 2008 20:22 by lonesome-cities  in FICTION


...


ตอนแรก http://lonesome-cities.exteen.com/20070920/entry
ตอนสอง http://lonesome-cities.exteen.com/20071127/little-girl-blue
ตอนสาม http://lonesome-cities.exteen.com/20080815/entry


หลังจากที่ได้รับอีเมล์จากเธอ ผมก็ลองเอาไป add MSN ดู แล้วหลังจากนั้นมา ก็ได้พูดคุยกับเธอเมื่อมีโอกาส จริงๆ แล้วเธอดูมีความสุขดี และก็หายโกรธแล้วที่พวกเรานำเรื่องราวและชื่อของเธอมาเขียนเป็นเรื่องสั้น ผมได้ขออนุญาตเธอว่าจะนำเอา Message log ที่เราสองคนคุยกันในวันแรกๆ มาแปะให้เพื่อนในบล็อกนี้ได้อ่านกัน เธอก็โอเค ไม่มีปัญหา เพราะคิดว่านี่คงเป็นวิธีที่ดี ที่จะทำให้เราได้ทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้งขึ้นไปกว่าเดิม


Lonesome-cities says:     หวัดดีคับ
Lonesome-cities says:     ชูมานใช่ป่าวคับ
Lonesome-cities says:     นี่พวกผมที่เขียนบล๊อก Lonesome-cities นะครับ
Lonesome-cities says:     ขอบคุณที่รับแอ่ดผมนะคับ
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   ?
Lonesome-cities says:     เอ่ออออ โทษคับ คุณคือชูมานที่ร้านหนังสือใช่เปล่าครับ
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   อ่อออออ
Lonesome-cities says:     ขอบคุณที่รับแอ่ดผมนะคับ
Lonesome-cities says:     คือผมเอาอีเมล์ของคุณมาลองแอ่ดเอ็มดูน่ะครับ
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   คร่าาา ดีคร่าาาาา
Lonesome-cities says:     ว่างคุยไหมครับ ทำอะไรอยู่
Lonesome-cities says:     คือจะบอกว่า พวกผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนหนังสือไปกวนใจคุณนะครับ และก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะมาอ่านเจอด้วยคับ ขอโทษจริงๆ
Lonesome-cities says:     เพื่อนผมเขาแค่คิดว่าจะใช้ภาพของคุณมาเป็นแรงบันดาลใจเริ่มต้นเท่านั้นเอง
Lonesome-cities says:     คิดว่าคนอ่านทั่วไปก็คงไม่รู้จักคุณอยู่ดี ว่าคุณชื่อจริงว่าอะไร บ้านเลขที่อะไร ร้านหนังสือที่ไหน
Lonesome-cities says:     เลยคิดว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้คงไม่กระทบกับคุณแน่ๆ คับ ไม่ต้องเป็นห่วง
Lonesome-cities says:     ผมแค่อยากจะมาขอเคลียร์กันก่อนครับ
Lonesome-cities says:     ผมกำลังจะต้องเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ต่อ เลยยังไม่กล้าเขียนครับ อยากจะมาขออนุญาตคุณให้เรียบร้อยก่อน
Lonesome-cities says:     ...
Lonesome-cities says:     มีโทรศัพท์มา เดี๋ยวผมมานะครับ
Lonesome-cities says:     มาแล้ว
Lonesome-cities says:     เอ่อ ... ทำอะไรอยู่เหรอคับ
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   มันเสือกมาเม้นประจานกูในไฮไฟ้กู ว่ากูแย่งผัวมัน กูจะไปรู้ได้ไง
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   ก็ผัวมันเองนั่นแหละที่คันมาก เรียกกูให้ขึ้นไปหา ยิกๆๆ
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   เฮ้ยยยย
กรูม่ายรู้ว...กรูมาวว says:   ขอโทษค่ะ ส่งผิดคน
Lonesome-cities says:     ^_^" กำลังวุ่นอยู่เหรอครับ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       นิดหน่อยค่ะ
Lonesome-cities says:     ช่วงนี้ของขายดีไหมครับ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       ก็เงียบๆ ค่ะ ร้านกาแฟของคุณล่ะ ขายดีเปล่า
Lonesome-cities says:     อ่อ ผมอยู่กทม.ครับ เพื่อนอีก 2 คนที่เอาเรื่องคุณมาเขียนเริ่มต้น คือคนที่อยู่ร้านกาแฟ ส่วนอีกคนอยู่เชียงใหม่ เรา 4 คนทำงานเป็นนักเขียนกันทุกคน
Lonesome-cities says:     แต่จริงๆ แล้วผมยังไม่เคยเห็นหน้าคุณเลยด้วยซ้ำ เพราะผมไม่เคยไปที่ร้านกาแฟนั่น
Lonesome-cities says:     ที่ผ่านมาผมเขียนเรื่องอื่นอยู่ครับ เรื่องเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังประสบอุบัติเหตุ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       อ๋อค่ะ
Lonesome-cities says:     ชอบอ่านไหมครับ เท่าที่อ่านๆ มา ชอบเรื่องไหนที่สุด
Lonesome-cities says:     ติชมได้นะครับ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:        เดอะซีเคล็ดค่ะ อ่านสามรอบ ชอบมาก เป็นหนังสือเบทเซลเรอร์ของร้านด้วยตอนนี้
Lonesome-cities says:     คือพวกเราผลัดกันเขียนเอาไว้หลายเรื่องแล้ว ทำกันมา 2-3 ปีแล้ว
Lonesome-cities says:     อ่อๆ ครับ ผมก็เคยอ่าน ชอบเหมือนกัน
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       อ๋อจะให้หมายถึงเรื่องสั้นที่พวกคุณเขียนนะเหรอคะ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       ก็ชอบเรื่องชูมานนี่แหละค่าาา
Lonesome-cities says:     ^_^" นึกว่าจะไม่ชอบ เห็นอีเมล์มาตำหนิ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       พอดีเพื่อนไปอ่านเจอคะ เลยส่งลิงค์มาให้ ตอนแรกอ่านผ่านๆ ก็เลยโกรธ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       แต่อ่านๆ ไปมันก็ไม่มีอะไรคะ ก็เรื่อยๆ
Lonesome-cities says:     จริงๆ แล้วรู้สึกว่าตัวคุณจริงๆ กับตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ไม่ค่อยตรงกันเท่าไรนะครับ
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:        ค่ะ
Lonesome-cities says:     "หญิงสาวผู้หงอยเหงา"
Lonesome-cities says:     ขอบคุณที่พยายามตั้งชื่อให้สอดคล้องกับจินตนาการของพวกเรา
Lonesome-cities says:     555
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       ช่ายยยย
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       นกปีกหักอะไรนั่น กรงท้องฟ้าอะไร
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       ฟองนมคาปูชิโน่ซีโมน
Lonesome-cities says:     555 นั่นมันสำนวนของเพื่อนๆ ผม ไม่ใช่ผม
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       อ๋อดีค่ะ ก็งงเหมือนกันว่าจะเหงาอะไรกันนักหนา
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       เห็นมีคนนึงตั้งชื่อว่า The Assthetic of Lonesom
Lonesome-cities says:     แหะแหะ
Lonesome-cities says:     สะกดแบบนี้ต่างหาก The Aesthetics of Loneliness
Lonesome-cities says:     อืมมม
หญิงสาวผู้หงอยเหงา:       วอทเอเว่อร์
Lonesome-cities says:     จนถึงวันนี้ พวกเพื่อนผมที่ร้านกาแฟได้ไปหาคุณยังครับ
Lonesome-cities says:     อืมมม
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             ยังเลยค่ะ
Lonesome-cities says:     สงสัยกำลังงานยุ่ง ไว้คุยกันใหม่วันหลังนะครับ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             พอดีเพิ่งกลับมาจากลาพักร้อนค่ะ เพิ่งไปเที่ยวมาสองอาทิตย์
Lonesome-cities says:     ไปเที่ยวไหนมาเหรอ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             พอกลับมานี่ต้องเคลียร์บัญชีเพียบ ยังไม่ได้โงหัวจากคอมเลย
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             ไม่เป็นไรค่ะ คุยได้เรื่อยๆ นั่งทำบัญชีของร้านไป อีกนานกว่าจะเลิกงาน
Lonesome-cities says:     ไปเที่ยวไหนมาเหรอ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             อ๋อขึ้นไปกรุงเทพ
Lonesome-cities says:     อ้าว เหรอครับ เราน่าจะได้เจอกัน ถ้ารู้ก่อนนะ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             ไปดูแสงสีกทม.จริงๆ ไม่ใช่ร้านกทม.ที่ภูเก็ต
Lonesome-cities says:     อะไรนะครับ
Lonesome-cities says:     ถ้ามากรุงเทพอีกก็เรียกผมได้
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             อ๋อที่ภูเก้ตมีผับชื่อว่ากทม.ค่ะ เริ่ดสุดของที่นี่แล้ว
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             อ๋อค่ะ ได้ค่ะ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             ชอบไปร้านไหน
Lonesome-cities says:     คนกรุงเทพก็อยากไปเที่ยวทะเลภูเก็ต คนภูเก็ตก็อยากมาเที่ยวแสงสีในกรุงเทพ
Lonesome-cities says:     ตลกดีเนอะ
Lonesome-cities says:     อะไรนะครับ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             อ๋อไม่มีไรค่า ช่างเหอะ
Lonesome-cities says:     อืมม
Lonesome-cities says:     เดี๋ยวไปแล้วครับ รีบปั่นงานส่งเขา
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             คร่าาาา
Lonesome-cities says:     แล้วคุยกันใหม่นะครับ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             คร่าาาา
Lonesome-cities says:     เอาไว้ผมเขียนเรื่องสั้นของคุณเสร็จ แล้วจะส่งให้คุณอ่านนะครับ
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             ช่างแม่ง แม่งทำเหมือนกูเป็นเด็กนั่งดริ๊ง นี่ตอนกลับแม่งจะให้เงินกู
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             เมียแม่งก็มาตามราวีกูอีก
ภูเก็ตร้อนชิบหาย:             เฮ้ยยย
Lonesome-cities says:     ส่งผิดคนอีกแล้วนะครับ

------------------
The following message could not be delivered to all recipients: ส่งผิดคนอีกแล้วนะครับ
------------------

...

 

 

สวัสดีครับ
มาแนะนำหนังสือออกใหม่ ของเรา (หลายท่านเลยออกในช่วงนี้) ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่13

Mad เรื่องสั้นกลายพันธุ์

1. MAD เรื่องสั้นกลายพันธุ์
สำนักพิมพ์ เคหวัตถุ
อนุกูล เหมาลา เขียน
จำนวนหน้า 144 หน้า


รวม 18 เรื่องสั้น ของคนธรรมดา (แต่หลงดาว) เป็นหนังสือเรื่องสั้นๆ ล้วนๆ จัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมพอได้ (แต่ภาษาไม่ได้สวยมากนัก) ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดการ์ตูน (เพราะไม่มีการ์ตูนในเล่ม) ไม่มีภาพประกอบเรื่อง (แต่มีภาพประกอบต้นเล่มและปลายเล่ม 4 ภาพ)
ภาพนำ-รับเชิญ โดยคุณโลเล คำนำโดยผู้เขียน และปิดท้ายด้วย คำตามขนาดสั้น 2 เรื่องจาก อ. ต้น อนุสรณ์ ติปยานนท์ เจ้าสำนัก และบก. เล่ม

ใครไปซื้อในงานมีของแจกพิเศษ เป็นที่ขั้นหนังสือและสติกเกอร์ในตัว สกรีนด้วยมือ ทำแค่ 100 แผ่นนะครับ  

คงจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม
สถานที่จำหน่าย
1. วารสารหนังสือใต้ดิน บูธ P 11 โซน C1
2. Alternative Writer บูธ N 07 โซน C1
3. สำนักพิมพ์ ระหว่างบรรทัด บูธ M 16 โซน C1
ที่มา http://nokhook69.exteen.com/20081009/mad

2.คิโยชิ คุโรซาวะ : หนังผีไซ-ไฟ และเมืองใหญ่ชื่อโตเกียว
โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา (Filmsick)
ราคา 100 บาท
รวมผลงานของปรมาจารย์หนังหลอน ผู้ชอบทำหนังผีแต่แอบมีปรัชญาอย่าง Cure, Kairo และ Retribution 

คำนิยมโดย สนธยา ทรัพย์เย็น

พบหนังสือทั้งหมดได้ในงานหนังสือ (11-23 ตุลาคม 2551 ณ ศูนย์สิริกิติ์) ที่บูธต่อไปนี้

- Alternative Writer (N 07 โซน C1)
- Underground (P 11 โซน C1)
- สามัญชน (X 05 โซน Main Foyer)
- 4-letter word (D 12 โซน Plenary Hall)
- บลูสเกล (ระหว่างบรรทัด) (M 16 โซน C1)

3. ใกล้กาลนาน (อุเทน มหามิตร) ออกแบบปกและจัดพิมพ์โดย นฆ ปักษนาวิน

ตราบใดที่ยังมีคนเขียนบทกวี(ดีๆ) ก็ยังคงมีบทกวี(ดีๆ)

แต่อาจจะไม่มีหนังสือบทกวี (ดีๆ) ถ้าเราไม่ช่วยทำมันออกมา

ร้านหนังสือจึงได้สนับสนุนหนังสือบทกวี (ที่เราเห็นว่าดี เป็นของจริง  และของแท้) 

 ด้วยการผลิตมันออกมา  (ในแบบที่เราพอจะทำได้) ครับ

ใกล้กาลนาน รวมกวีนิพนธ์ของอุเทน มหามิตร

บทกวีทั้งหมดในเล่มนี้อุเทนได้แรงบันดัลจากประวัติชีวิตของกู้เฉิง กวีชาวจีน

ในยุค70-80  และการศึกษาผลงานของเขา

การทำงานของอุเทนในระยะหลัง ตั้งแต่ร่วมโครงการหนึ่งปีของ the land 

จะเป็นงานstudy งานเขียนของกวีที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขา

(อุเทน เคยเป็นนักเรียนจิตรกรรมมาก่อน  เขาจึงใช้วิธีการแบบเดียวกันในการศึกษาการเขียนบทกวี)

ผลงานที่พอจะเรียกได้ว่าทำให้อุเทน มหามิตรเป็นที่รู้จักของนักอ่านทั่วไปน่าจะได้แก่

ฤดูมรสุมบนสรวงสรรค์ งานที่เขาstudy งานของอาตูร์ แรงโบด์ 

 

โดยส่วนตัว ไม่รู้ว่าผมอ่านประวัติของกู้เฉิงในคำนำเสนออุเทนก่อนหรือเปล่า

(กู้เฉิงใช้ขวานฆ่าภรรยาของก่อน ก่อนผูกคนตายใต้ต้นไม้ ขณะพำนักอยู่ในนิวซีแลนด์)

มันอาจส่งผลให้ผมอ่านบทกวีทั้งหมดในเล่มด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง  

มันทั้งสุขและหดหู่ในเวลาเดียวกัน   มันทั้งเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์และก็เต็มไปด้วย

ความอ่อนแอของการเป็นมนุษย์

ผมไม่เคยได้อ่านบทกวีที่ทำให้รู้สึกแบบนี้มานานโขทีเดียว

 

เมื่อทราบจากอุเทนว่าหนังสือเล่มนี้โดนปฏิเสธจากหลายสำนักพิมพ์มาแล้ว

จึงอยากช่วยกันเผยแพร่งานดีๆ แบบนี้ให้นักอ่านคนอื่นๆ ด้วย

ใครสนใจทดลองอ่าน เชิญได้ที่ซุ้มขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือฯ

(ระหว่างบรรทัด  คมบาง  อัลเทอร์เนทีฟ ไรเตอร์   ใต้ดิน  บ้านหนังสือ)

 11-27 ตุลาคมนี้ครับ)

และร้านหนังสือเล็ก ๆ  ร้านหนังสือเดินทาง   ประตูสีฟ้า   ร้านหนังสือที่vanila garden ?  

 (ร้านเล่าเชียงใหม่ กับ หนัง(สือ)2521 ภูเก็ตมีเวอร์ชันทำมือขายอยู่ครับ)

http://bookhemian.exteen.com/20081010/entry