วิญญาณในป่าไม้เลื้อย

posted on 17 Jul 2008 19:01 by lonesome-cities  in FICTION

ตัวละครชายในรถตู้

อ่านตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 1 รถตู้คันสุดท้าย 

ตอนที่ 2 เศษกระจกจากภาวะการล่องหนของคนขับรถตู้  

ตอนใหม่  

วิญญาณในป่าไม้เลื้อย  

โดย นฆ ปักษนาวิน 

ตอนที่ 3.1 ทวิภาคของกายและวิญญาณ

 

 31  มีนาคม    วันที่ดาดาเดินทางออกมาจากบ้าน  ดาดารู้ดีว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของเรอเน   เดสการ์ต    นักคณิตศาสตร์และปรัชญาผู้ลุมาแต่ชาติฝรั่งเศส     เช่นเดียวกันกับมารดาของปาริสุทธิ์      มาเกอริต   ดูรา ส์    เจ้าชายเดอ บรอยล์ รวมถึงสุนัขเพศเมียตัวหนึ่งที่มีชื่อว่าคาเรนนิน

 

ดาดาจินตนาการไปในอดีตเมื่อสามร้อยหกสิบปีก่อน    ขณะที่สุนัขของเดสการ์ต (หากกว่าเขาเลี้ยงสุนัข) กำลังมองถาดอาหารของตัวในค่ำคืนงานเลี้ยงอวยพรวันเกิดของเจ้านาย   สุนัขตัวนั้นรู้เหมือนที่ดาดารู้ว่าอีกสามร้อยหกสิบปีต่อมา   เดสการ์ตคือผู้มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงโลกด้วยระบบแห่งเหตุผล      เขาวางพื้นฐานให้แคลคูลัส  เพื่อใหเซอร์ ไอแซค ้นิวตันค้นพบกลศาสตร์แบบนิวตัน     จิตถูกแยกออกจากวัตถุ   เราเรียนรู้ที่จะควบคุมสรรพสิ่ง  พระเจ้าจึงถูกแยกออกจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และหลังจากนั้นเราทุกคนก็ลุ่มหลงในกระบวนทรรศน์ของวิทยาศาสตร์แบบนั้น  มันเติมเต็มแนวคิดมนุษยนิยมให้แก่เรา -โอ ความโง่เขลาเปล่าเปลืองของเอนไลเทนเมนต์และโมเดิร์นนิสต์

ด้วยทฤษฎี dualism  (ทวินิยมระหว่างร่างกายและวิญญาณ)   ของเดส์การ์ต   กล่าวว่ามนุษย์ประกอบขึ้นด้วยกายและจิต  กายถูกควบคุมโดยจิต เพราะกายของมนุษย์นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวตามหลักฟิสิกส์      แต่เราทุกวันนี้รู้ว่าเดส์การ์ตพลาดไปเพราะชีววิทยาระบบประสาทในสมัยศตวรรษที่ 17 นั้นยังเพิ่งเริ่มต้น   ในสมัยนั้นเชื่อว่าจิตนั้นสถิตอยู่ ณ ต่อมไพเนียลในสมอง เดสการ์ตกล่าวว่าสัตว์เว้นแต่มนุษย์ไม่มีจิตเพราะมันเหล่านั้นไม่มีต่อมไพเนียล   เหลาสัตว์ทั้งมวลจึงล้วนไม่มีความเจ็บปวด  ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นมนุษย์     ตามทฤษฎีของเดส์การ์ต    สัตว์จึงเป็นเพียงจักรกลที่เคลื่อนไหวได้      - Machina animata วัวจึงเป็นจักรกลที่ให้นมได้     สุนัขจึงเป็นเพียงจักรกลที่มีไว้ดูเล่น

ดาดาคิดว่าในวันนั้นเอง   สุนัขของเดสการ์ตจึงขับตัวเองออกจากบ้าน   ด้วยเหตว่าสุนัขที่มีความคิดย่อมไม่มีที่ใดเหมาะสมที่จะอยู่ในโลกของมนุษย์   ในยุคสมัยของเดส์การ์ต ยุคของคำกล่าว --ฉันคิดฉันจึงมีอยู่-- นั้นได้ถูกสงวนไว้ให้สำหรับมุนุษย์ ;สัตว์ที่ถูกขับออกจากสวรรค์ของพระเจ้าเท่านั้น    

และด้วยเหตุผลทำนองนั้น  ดั่งเป็นการเพื่อไว้อาลัยแด่สุนัขของเดสการ์ต      ดาดาจึงเลือกเอาวันที่31 มีนาคมเป็นวันเดินทางออกจากบ้าน...

 

ตอนที่ 3.2 ทวิภาคของคลื่นและอนุภาค 

 

ซากรถตู้ถูกลากเข้าที่โรงพัก   ก่อนจะถูกลากไปทิ้งร้างกลางป่า พวกไม้เลื้อยยื่นระยางค์เข้ามาจับจอง    หกเดือนผ่านไปซากรถตู้ก็ถูกปกคลุมเป็นส่วนหนึ่งของป่าไปจริงๆ   เช่นเดียวกับตัวผม  - ร่างกลวงเปล่าที่ยังวนเวียนอยู่กับเศษกระจก และซากรถตู้ คันนี้ 

เศษกระจกบางบานนั้นคล้ายสื่อสารกับตัวผม  มนุษย์ประกอบขึ้นด้วยกายชีวภาพที่กอรปขึ้นด้วยเซลล์จำนวนมหาศาลกับจิตหรือความรู้สึกนึกคิดนั้นก็คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นผลมาจากการทำงานของระบบไฟฟ้าเคมีในประสาทส่วนกลาง    เมื่อมนุษย์ตายดับ   เซลล์ทั้งหลายหยุดทำงาน  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็แปรกระจายถ่ายเป็นพลังงานอื่นๆในโลก    -แต่ไม่ใช่สำหรับตัวผม     ห้วงความรู้สึกนึกคิดของผมยังอยู่เป็นกลุ่มก้อน     --   cogito ergo sum ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่  -- วาทะโด่งดังของเรเน  เดสการ์ต   สะท้อนเข้ามาในห้วงความคิด

ผมเข้าใจว่าเพราะเหตุนี้   ผมจึงดำรงอยู่ในมิติหนึ่ง     ในป่าที่อาจจะมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของห้วงแห่งความรู้สึกนึกคิดก็เป็นได้      ผมไม่รู้      ผมไม่รู้        ผมมีเพียงร่างกลวงและความทรงจำที่อาจกำลังเลือนหาย กับกระแสความรู้สึกนึกคิดที่ถูกกระตุ้นโดยพลังงานแสงจากแผ่นกระจก

  เวลากลางวัน -  ผมไม่ชอบเวลากลางวัน   แม้ป่านี้จะมืดครื้มตลอดวัน  แต่ก็มีบางช่วงที่แสงสะท้อนจากกระจกนั้นแรงกล้า   คลื่นแสงในย่านความถี่นั้นกระตุ้นความทรงจำด้านร้ายให้ออกมาโบยตี     --ในวัยเด็กผมจำได้ว่าเคยใช้มีดกรีดตัวกบเป็นๆ   ตอนนั้นผมไม่คิดว่ากบจะมีความเจ็บปวด   เหมือนกับที่เดส์การ์ตเคยคิดว่าสัตว์นั้นมีเพียงกาย จึงไม่มีความเจ็บปวด ใดใด)   และความทรงจำนี้เองได้เหนี่ยวนำให้ความเจ็บปวดถูกดึงออกมา--ความเจ็บปวดที่ผมเคยได้รับ    ถูกดึงไหลวนไปทั่ว   ความเจ็บปวดถูกขยายให้ชัดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่ยังมีร่างกายอยู่เสียอีก       

--หากคุณสงสัยว่าชีวิตว่าความตายเป็นอย่างไร    สิ่งนี้คงพอเทียบเคียงได้กับคำว่านรก    ต่างจากแสงจันทร์ในเวลากลางคืน    มันอ่อนโยนเหมือนมารดาโอบอุ้มกระแสความทรงจำส่วนดีให้เรารู้สึกอิ่มเอิบ    --ใช่แล้ว   นั่นคือ สรวงสรรค์ 

 

a rock feels no pain, and an island never cries

 โดยส่วนมาก ในช่วงเวลา 6เดือนที่ผ่านมา   นรกของทุกวันสำหรับผมก็คือ    การถวิลหา เธอ  ความเจ็บปวดที่ผมทำร้ายเธอด้วยถ้อยคำโง่ๆ  ที่ผมไม่เคยเข้าใจมันอย่างถ่องแท้     และเธอร่ำลาผมด้วยเสียงกรีดร้อง ในวันสุดท้ายที่เราจากกัน     นั่นเป็นวาระของจิตสุดท้าย ของผม     มันมีพลังงานกล้าแข็ง ไหลเวียนอยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิด    และเมื่อความรู้สึกนึกคิดของเราเปรียบเท่ากับพลังงาน     เราก็จะเข้าใจว่าก้อนหินจะมีความเจ็บปวดในแบบของมัน    และเกาะห่างไกลนั้นก็ร่ำไห้ในแบบของมันเช่นกัน   

เมื่อยามกลางคืนมาถึง    เวลาที่ดวงวิญญานของผมไฝ่คอย  เวลาที่แสงของกลางคืนได้นำพาสรวงสวรรค์แห่งความทรงจำแสนสวยงามที่เรามีต่อกัน  ให้เคลื่อนคล้อยมาอยู่ในร่างกลวงๆ  ของผม ร่างที่พำนักพักพิงอยู่ในซากรถตู้ไม้เลื้อย

ช่างเบาหวิวถึงเพียงนั้น   และช่างหนักอึ้งได้ถึงเพียงนั้น 

 

---ในบ่ายอันเงียบสงบ  เราทั้งสองอ่านหนังสือกันเงียบๆในห้องที่แสงโปร่ง   หนังสือที่เธอต่างซื้อจากร้านหนังสือเก่า  ร้านนั้น ความทรงจำถึงหนังสือเหล่านั้นช่างลางเลือน    ผมจำไม่ได้ว่าเราอ่านหนังสือของใครกันบ้างห้วงเวลาแบบนั้นผมมีความสุขเพียงได้ลอบมองเธออ่านหนังสือ     เมื่อรู้สึกว่าออกจะมากเกินไป  ผมก็ได้แต่เฉไปใช้สมาธิสำรวจตรวจตราหนังสือเก่าเหล่านั้น     บางหน้ามันถูกขีดเส้นใต้  หรือมีรอยปากกาวาดวงตรงประโยคสำคัญ     ผมจึงด่ำคิดไปถึงเจ้าของร่องรอยเหล่านั้น    ถึงวินาทีที่พวกเขาอ่านมัน    นาทีที่พวกเขาเจอประโยคประทับใจจนต้องวงเอาไว้    ถึงสีหน้าที่เขายิ้มกับตัวเองด้วยความพึงพอใจ  ถึงหยดน้ำตาที่พวกเขามีให้กับตัวละคร

หนังสือเก่าทุกเล่มต่างมีประวัติศาสตร์ส่วนตัวเป็นของมันเอง   ประวัติศาสตร์สำคัญนั้นปรากฎอยู่ในหน้าแรก    บางคนเขียนชื่อตัวเองไว้  ประกาศอำนาจและสิทธิ์ขาดในการตีความ   ในการวงหรือการทำขีดเส้นใต้  ที่มีอยู่เหนือผู้เขียน 

นอกไปจากคำอุทิศของนักเขียน  นักอ่านบางคนก็เขียนคำอุทิศของตัวเองเช่นกัน  โดยเฉพาะกับนิยายรัก  เมื่อหนังสือเล่มนั้นถูกมอบให้นักอ่านอีกคนในฐานะของขวัญ

ผมเคยซื้อหนังสือเล่มหนึ่งให้เธอเช่นกัน    --จากร้านหนังสือเก่าที่เธอชอบไปแวะเวียนพนักงานในร้านหนังสือนั้นชื่อว่าชูมาน    ชื่อบนเข็มกลัดที่ผ้ากันเปื้อนของเธอบอกเช่นนั้น

ผมถามเชิงปรึกษาว่าจะซื้อหนังสือเล่มไหนให้เธอดี      -- น่าแปลก--อาจเป็นหนังสือของเสนีย์   หรือศรีบูรพา หรืออาจจะเป็นสุวรรณี ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว  ผมจำได้ในหน้าว่างๆ ของกระดาษรองปก  ผมเขียน ถ้อยความนี้ลงไป   

a  rock feels no pain, and an island never cries เพื่อมอบมันแด่เธอ  

หรืออาจจะไม่ใช่ข้อความนั้น   ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว  แต่ ณ ในป่าร้างแห่งนี้  ผมเชื่อว่าผมเขียนข้อความนั้นลงไป  

   เวลานี้   ผมเป็นเพียงคลื่นความทรงจำที่ตกค้างอยู่ในป่า  เป็นประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่า  ชีวิตผมก็คงเป็นเส้นใต้หรือวงกลมที่ถูกเขียนลงในชีวิตของเธอ    เป็นข้อความที่เธอทำเครื่องหมายไว้ด้วยรอยน้ำตา   ไม่แน่ว่าเธออาจฉีกหน้าเหล่านั้นทิ้งไปแล้วก็ได้

 

  เวลาล่วงเข้าเจ็ดเดือน   ผมจึงรู้กฎเกณฑ์เพิ่มเติมบางอย่างของป่าร้างแห่งนี้     แต่เดิม เรารู้จักแสงในฐานะของคลื่นแสง   ไอสไตน์พิสูจน์ว่าโดยปรากฏการณ์โฟโต้อิเลกทริก    แสงไม่ใช่คลื่นแต่เป็นอนุภาคที่มีพลังงาน      เจ้าชายเดอ บรอยด์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจึงเสนอแนวคิดว่า ถ้าแสงเป็นคลื่นที่แสดงคุณสมบัติเป็นอนุภาคได้   สิ่งที่เป็นอนุภาคก็ควรแสดงสมบัติเป็นคลื่นได้     เรียกว่ามีทวิภาคของคลื่นและอนุภาค

ตัวผมเองในร่างกลวงนี้  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงนี้ แสดงลักษณะของอนุภาคที่จับต้องได้เช่นกัน    เพียงแต่ถ้าคุณมีสิ่งสะท้อนอนุภาคของตัวผม  ผมก็อาจแสดงภาพบางอย่างให้คุณดูได้   -- ถ้าคุณจะมีสิ่งนั้น-- แน่นอน   มันคือกระจก  กระจกทีชายไร้หน้าคนนั้นทิ้งไว้แก่ผม

กระจกที่ให้ทั้งพลังงานแสงหล่อเลี้ยงคลื่นความรู้สึกนึกคิด    เป็นหน้าต่างของนรกและสวรรค์     และตอนนี้กระจกอาจจะสะท้อนภาพของความรู้สึกนึกคิดของผมออกมาได้

 

--สุนัขพันธ์ปั๊กตัวหนึ่งกำลังเฝ้ามองเศษกระจกเหล่านั้น...

 

 

 

ปล. ภาพถ่ายข้างบนเป็นภาพถ่ายในชุด ghost story โดยศิลปิน กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ด้วยความพ้องพอเหมาะกับเรื่องชายไร้หน้ากับรถตู้  งานเขียนข้างบนจึงมีแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากภาพถ่ายชุดนี้

ปล.2 คาเรนนิน สุนัขของเทเรซาจากเรื่องความเบวหวิวเหลือทนแห่งชีวิจ ของคุนเดรา

 

 -18 กรกฎาคม 2551

ความตายของมาร์แซล

posted on 12 Jul 2008 12:00 by lonesome-cities  in FICTION

... 


สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่าน ติดตามอ่านเรื่องดาดา ตามลำดับดังนี้

ดาดา ตอนที่ 1 โดย นกฮูก 69

ดาดา ตอนที่ 2 โดย filmsick


...

 

ศพหมากับศพคน มีค่าเท่ากันหรือเปล่า ดาดายืนมองสภาพที่เกิดเหตุแล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมา

แสงไฟสีแดงจากไซเรนของรถตำรวจและรถหน่วยกู้ภัยกำลังกระพริบวูบวาบ ผู้คนเริ่มทะยอยมามุงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ดาดาได้ยืนอยู่ด้านหน้าสุด จึงมองเห็นสภาพความตายได้ชัดเจนที่สุด เพราะมันมาถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรก ... อืม! ... ตัวแรก

มันเริ่มออกเดินทางจากบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ตอนปลายเดือนมีนาคม เวลาผ่านมานานกว่า 4 เดือนแล้ว จนมาถึงคืนนี้ คืนที่ฝนตกลงมาอย่างหมากับแมว มันกำลังเดินตุหรัดตุเหร่ โซซัดโซเซไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงชานเมืองกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

เสียงดังโครมราวกับฟ้าผ่าลงมากลางหัว ทำให้มันสะดุ้งสุดตัว เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมอง มันก็เห็นรถตู้คันหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า

รถตู้คันหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า คงไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร ถ้าเครื่องไอพ่นของเครื่องบิน จู่ๆ ก็หล่นจากฟ้าได้ และถ้าหมาปั๊กตัวหนึ่งสามารถพูดได้ จริงไหม?

เสี้ยววินาทีต่อมา รถตู้ก็ตกกระทบกับพื้นถนนด้านล่าง ส่งเสียงดังโครมราวกับฟ้าผ่าลงมาเป็นครั้งที่สอง สิ่งที่เคยเป็นผู้คนภายในรถ ถูกแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำ ให้แปรสภาพกลายเป็นเพียงเศษชิ้นเนื้อและของเหลว กระเด็นกระดอน กระจัดกระจายออกมาจากตัวรถ

ระหว่างการเดินทางไกลมาหลายเดือน ด่าดาเคยเห็นความตายแบบนี้มาแล้ว ทั้งของหมาและคน แต่ครั้งนี้ถือเป็นความตายที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่า

"ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ และได้มายืนอยู่ด้วยกันกับมันที่นี่ ตอนนี้ คืนนี้ เธอจะมีความคิดเห็นว่าอย่างไร?" ดาดาคิดในใจ  

"เธอ" เป็นหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์พันธุ์แท้ เธอตัวสูงกว่า ช่วงขายาวงามสง่า มีจมูกแหลมกว่า ดวงตาแหลมคมและสดใส ขนสีน้ำตาลที่ดกและหนานุ่ม ในด้านกายภาพ เธอกับดาดาแตกต่างกันทุกอย่าง แต่สถานการณ์ของทั้งคู่นั้นเหมือนกัน คือต่างก็หนีออกจากบ้านมาเหมือนกัน

ดาดาเจอกับเธอตั้งแต่เมื่อเริ่มออกเดินทางมาได้ 2 วัน ที่หน้าศูนย์การค้าใหญ่โตชานเมืองเชียงใหม่ เธอพูดไม่ได้แบบดาดา ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถบอกชื่อจริงที่เจ้าของเธอตั้งไว้ให้ ดาดาจึงตั้งชื่อให้เธอเองว่า "มาร์แซล"

มาร์แซลไม่ได้ตกใจจนขาดใจตาย เหมือนกับเพื่อนหมาตัวอื่นๆ เมื่อรู้ว่าดาดาพูดได้ เพียงแค่รู้สึกอิจฉาที่ดาดาสามารถสื่อสารความคิดของตนออกมาด้วยภาษาที่ซับซ้อน ในขณะที่ตัวเธอเองก็คิดได้เหมือนกันนั่นแหละ แต่กลับสื่อสารออกมาได้เพียงเสียงเห่าและเสียงคราง จึงไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ดาดากลับอิจฉามาร์แซล เพราะตัวมันเองเป็นหมาปั๊กที่อ้วนอุ้ยอ้าย หัวโต หน้ากลมใหญ่ จมูกสั้น เหมือนหมาปัญญาอ่อน ตาโปนออกมาราวกับถลนออกนอกเบ้าได้ทุกเมื่อ แขนขาสั้นจนน่าสมเพช เวลาเดินแต่ละก้าวก็ดู "กระดุ๊กกระดิ๊ก" เหมือนพวกตัวการ์ตูนแซนริโอที่พิกลพิการ

หมาอย่างเรานี่ก็ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีเลยจริงๆ

ดาดาเอ่ยถามมาร์แซล ว่าทำไมหมาที่หรูหราไฮโซอย่างเธอ ถึงต้องหนีออกมาจากบ้าน เธอตอบมาด้วยเสียงเห่าสองครั้ง แล้วทำหน้าแสยะ สำหรับหมาๆ ด้วยกัน นั่นคือการแสดงความรู้สึกรังเกียจ เธอไม่ได้รังเกียจดาดา แต่ดูเหมือนเธอจะรังเกียจชีวิตของเธอเอง

เธอพยักเพยิดหน้าให้ดาดาหันไปดูรถสองแถวที่จอดเรียงคิวกันอยู่หน้าศูนย์การค้าเพื่อรอรับผู้โดยสาร เห็นคนขับคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มที่ดูทรุดโทรม ระหว่างที่กำลังรอคิวผู้โดยสาร เขานั่งสูบยาเส้น ระบายควันออกมา แล้วมองไปยังท้องถนนเบื้องหน้าอย่างสิ้นหวัง

เธอพยักเพยิดหน้าให้ดาดาหันไปมองเด็กจรจัดกลุ่มหนึ่ง ตัวผอมแห้ง ผิวดำไม่รู้ว่าเพราะแสงแดดหรือเพราะฝุ่นควัน เสื้อผ้าขาดวิ่น พวกเขากำลังวิ่งไปมา เพื่อแบมือขอเงินคนที่กำลังเดินเข้าไปในศูนย์การค้า

เธอพยักเพยิดหน้าให้ดาดาหันไปมองหญิงชราคนหนึ่ง กำลังก้มลงควานหาแก้วน้ำและขวดพลาสติกในถังขยะที่ตั้งอยู่หน้าศูนย์การค้า เธอหยิบแก้วน้ำที่ยังเหลือน้ำอัดลมอยู่ก้นแก้วขึ้นมาดูดจนหมด โยนมันลงในถุงกระสอบปุ๋ยใบใหญ่ แล้วก็เดินลากถุงใบนั้นไปยังถังขยะใบถัดไป

น่าสงสารชะมัด ดาดาคิดในใจ

ชาตินี้ได้เกิดเป็นหมาปั๊ก หรือเป็นหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ อาจจะนับว่าโชคดี หรือมีบุญสั่งสมมามากกว่าการไปเกิดเป็นคนพวกนี้

อย่างน้อยก็มีบ้านให้อยู่ มีข้าวให้กิน งานการไม่ต้องทำ ถ้าได้เจ้าของดีๆ บางทีอาจจะได้ไปนอนบนเตียงเดียวกัน ได้กินอาหารแบบเดียวกัน ถ้าไม่สบายก็พาไปหาหมอ แถมวันดีคืนดี มีคนเขียนหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับหมาๆ อย่างเราด้วยซ้ำ ดาดาเคยเดินผ่านร้านหนังสือ มันเห็นปกหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นรูปหมาพันธุ์ลาบราดอร์ตัวใหญ่ ส่งยิ้มกว้างให้กับผู้อ่าน

จะเท่แค่ไหนนะ? ถ้าวันหนึ่งมีคนเขียนหนังสือเรื่องของมัน และเอารูปมันมาขึ้นบนปกแบบนั้นบ้าง

หมาปั๊กพูดได้! ตัวแรกและตัวเดียวของโลก มันนึกจินตนาการไปเป็นตุเป็นตะ

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยตามลมมาแตะจมูก เรียกมันให้กลับมาสู่ปัจจุบันขณะ มันมองเห็นตำรวจเข้าไปลากตัวชายคนขับออกมาจากซากรถตู้ที่แหลกเหลว เขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ส่วนผู้โดยสารที่เหลืออีกนับสิบคน ถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ต้องนำพลั่วมาตักเศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายไปทั่วท้องถนนเพื่อนำมาใส่ถุงดำ

คนมามุงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนนำกล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้ แสงแฟลชสว่างวูบวาบแข่งกับแสงไฟจากไซเรนรถตำรวจ ราวกับเห็นว่ากระดูก เลือด และเศษเนื้อ เป็นมหกรรมความบันเทิงทางสายตา

ภาพความตายตรงหน้าทำให้ดาดานึกไปถึงภาพความตายของมาร์แซล

ในวันนั้น พวกมันเดินทางไปตามทางหลวง มาจนเกือบถึงจังหวัดนครสวรรค์

"โฮ่ง" เสียงเห่าของมาร์แซลดังมาจากข้างหลัง เรียกให้ดาดาหันกลับไปมอง ก็เห็นมาร์แซลถูกทิ้งให้อยู่รั้งท้ายห่างออกไปไกลโข

ดาดาสังเกตเห็นว่ามาร์แซลเริ่มเดินกระเผลก ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางร่วมกันมา และอาการดูเหมือนว่าจะหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ

มาร์แซลเจ็บปวดจนเดินแทบไม่ไหวในตอนกลางวัน ส่วนในตอนกลางคืน ก็ต้องนอนเลียขาตัวเอง แล้วร้องไห้ครวญครางโหยหวน

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มาร์แซลเดินด้วยขาหน้าเพียง 2 ขา ลากเอาขาหลังให้ถัดถูไปกับพื้นถนน จนทำให้เกิดแผลถลอกที่ลุกลามขยายวงกว้าง น้ำเลือดและน้ำเหลืองไหลไปตามทางเดิน

กระดูกขาหลังได้หลุดออกจากเบ้ากระดูกสะโพกไปแล้ว อาการเจ็บป่วยแบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มันเป็นลักษณะด้อยที่ถูกส่งผ่านมาทางพันธุกรรม เมื่อมนุษย์กำหนดลักษณะสายพันธุ์แท้ๆ ของหมาพันธุ์นี้เอาไว้ และนำพวกมันมาผสมกันในสายเลือดเดียวกันมาเรื่อยๆ หลายชั่วอายุคน ... อืม! ... หลายชั่วอายุหมา ลักษณะด้อยนี้ก็ค่อยขยายวง และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

ดาดาเดินย้อนกลับไปตามเสียงเรียกหา พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษ ที่มันเอาแต่เดินอย่างใจลอย ไม่คอยดูแลมาร์แซลในฐานะเพื่อนคู่หูในการเดินทาง

มาร์แซลไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอพูดไม่ได้ เธอเพียงแค่มองจ้องเข้ามาในตาโปนๆ ของดาดา

หลังจากที่ได้พบเจอกันวันแรก พวกมันก็ออกเดินทางไปด้วยกัน ค่ำไหนก็นอนนั่น เจออะไรในถังขยะก็กินๆ เข้าไปเพื่อให้มีเรี่ยวแรงในการเดินทาง

พวกมันไม่รู้หรอกว่ากำลังเดินทางไปไหน แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเดินทางออกมาไกลเท่าไร พวกมันกลับยิ่งเข้าใจถึงเหตุผลเริ่มต้น ว่าทำไมพวกมันต้องออกเดินทาง

มาร์แซลออกเดินทางไกลจากเชียงใหม่จนถึงนครสวรรค์ เพื่อหนีให้พ้นชีวิตเทียมๆ ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาด้วยการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน

สิ่งสุดท้ายที่เธอยังหนีไม่พ้น คือร่างกายที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรม ที่ถึงแม้ภายนอกจะหรูหรา สวยงาม ไฮโซ แต่เธอได้เรียนรู้จากการเดินทางแล้ว ว่าโลกนี้มีอะไรที่จริงแท้มากกว่านั้น

กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากแผลที่ขาหลัง ดาดาจะก้มลงไปช่วยเลียแผลให้ แต่มาร์แซลชักขาหลังกลับไป

เธอใช้ขาหน้าลากลำตัวและขาหลังที่เหวอะหวะ ออกไปนั่งอยู่กลางถนนหลวง แล้วก็หันกลับมามองดาดา

สายตาของมาร์แซลแว้บนั้น ราวกับสามารถล้วงลึกเข้ามาถึงจิตใจ จิตใต้สำนึก ถึงตับไตไส้พุง และถึงระดับเซลล์ทุกอณู

สายตาแว้บนั้นบอกดาดาว่าการเดินทางของมาร์แซลคงจะต้องสิ้นสุดลงเสียที

ภาพของชายคนขับรถสองแถว เด็กจรจัด และหญิงชราเก็บขยะ ที่มาร์แซลพยักเพยิดให้ดู ในวันที่พวกมันเจอกันครั้งแรกตรงหน้าศูนย์การค้าในจังหวัดเชียงใหม่ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของดาดา

อีกเพียงอึดใจต่อมา ก็เกิดเสียงดังโครมราวกับฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า พลังงานจลน์มหาศาลจากรถกระบะคันหนึ่ง ก็แปรสภาพร่างกายของมาร์แซลให้กลายเศษเนื้อและของเหลว

โมเมนตัมจากการชน ส่งให้สิ่งที่เคยเป็นมาร์แซลกระเด็นกระดอน กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณนั้น

"ไอ้แม่เช็ด!!" เสียงสบถดังลั่นออกมาจากรถกระบะคันนั้น แล้วขับต่อไปจนลับสายตา

ผู้คนเริ่มทะยอยมามุงกันมากขึ้นไปอีก ผู้โดยสารนับสิบคนในรถตู้คันนั้นชื่ออะไรบ้าง ดาดาไม่สนใจใคร่รู้เลยสักนิด แต่การตายของคนพวกนี้ ทำให้ดาดานึกถึงเพื่อนคู่หูร่วมเดินทางที่ชื่อ "มาร์แซล"

หมาปั๊กตัวล่ำ หน้ากลม จมูกสั้น ตาโปน ขาสั้น เดินกระดุ๊กกระดิ๊ก เหมือนตัวการ์ตูนแซนริโอ้ที่พิกลพิการ ค่อยๆ เลือนหายไปจากบริเวณนั้น


...


the aesthetics of loneliness

มารดาของปาริสุทธิ์

posted on 05 Apr 2008 00:18 by lonesome-cities  in FICTION
 

 

บทที่  1 :  ปาริสุทธิ์ โลกเพิ่งมีอายุ 19 ปี โดย NP

http://lonesome-cities.exteen.com/20071011/entry

 

บทที่  2 : ทฤษฎีจิตวิทยาของปาริสุทธิ์  โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

http://lonesome-cities.exteen.com/20071104/entry

 

บางทีการมองดูลูกชายของตัวเอง ก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมองดูสัตว์ทดลอง มาร์เกอริต เผลอไผลคิดเช่นนั้นบ่อย ๆ ตลอดระยะเวลา 19 ปี ตั้งแต่เด็กน้อยถือกำเนิดขึ้นมา   เธอรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองบางสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเธอ  นอบ เป็นคนที่อยากมีลูก มันคือการทดลองบางอย่างของเราสองคน เกี่ยวกับเพศ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอวัยวะเพศ เธอรักเด็กคนนี้เด็กที่เธอเลี้ยงดูมากับมือ เด็กที่ทำให้เธอฝันถึงดินแดนร้อนชื้นในเขตตะวันออกเด็กที่ไม่ได้เป็นของเธอเด็กที่เป็นเหมือนสัตว์ทดลอง บางทีเธออาจจะไม่เคยรักปาริสุทธิ์ เขาเป็นเพียงตัวแทนบางสิ่งของเธอกับนอบ หรืออาจะของเธอกับอดีตที่ผ่านพ้น เธอไม่อาจรู้ได้  ความรักนั้นช่างลึกลับ

 

เธออาจะคิดแบบนั้นก่อนเธอจะตาย ชิ้นส่วนของเครื่องบินเจท ตกใส่หลังคาบ้าน เรื่องน่าสมเพชและชวนหัวมากกว่าตกตะลึงหรือเศร้าสร้อย เธอและนอบตายในซากบ้านสีขาวที่มีสวนสวยนั้น และตอนนี้ปาริสุทธิ์เร่ร่อนอยู่ในประเทศไทย เธออาจะรำพึงจากหลุมศพสงบใต้ต้นไม้ คิดถึงลูกที่มีไข่ของเธอ สเปริ์มของคนไม่รู้จัก และเติบโตในครรภ์ของนอบ นอบเลือกที่จะไม่ฝังร่างพร้อมกับเธอ  นอบอยากกลับไปที่บ้านอยากให้เถ้ากระดูกของเธอจมหายไปในน้ำโขง น้ำโขงที่ครั้งหนึ่งมาเกอริต เคยหลงรัก  เธอเองก็เคยเกือบจมหายไปในสายน้ำสีเข้มนั้นด้วย วันที่เรือข้ามฟากล่ม  ตอนนั้นเธอยังเยาว์ อาศัย อยู่กับแม่เจ้าอารมณ์ของเธอ ในดินแดนลึกลับ  ทั้งๆที่ฝรั่งเศสไม่ได้ครอบครองดินแดนแถบนั้นอีกแล้ว แม่เธอกลับยังอยู่ ในฐานะคนขาว เจ้าอาณานิคมผู้น่าสมเพช ในดินแดนที่ลุกเป็นไฟ

 

ปาริสุทธิ์ฝันถึงแม่ในโรงแรมที่ทุกอย่างเป็นสีขาว เขาน่าจะฝันถึงนอบ แม่ที่ตั้งท้องเขา แม่ที่เถ้ากระดูกยังสงบนิ่งอยู่ในเป้ บางทีถ้าปาริสุทธิ์ตรงดิ่งไปทางอีสาน โปรยเถ้ากระดูกของแม่ลงในแม่น้ำ เขาอาจจะกำลังหลับอยู่บนเครื่องบินกลับสู่บ้านที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว  แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น เขากลับเดินทาอย่างไร้จุดหมายมาจนถึงปัตตานี  ที่ที่ไม่ใกล้เคียงแม่น้ำโขงเลยสักนิด แต่ในโรงแรมอันร้อนอ้าวนั้นเขาหลับแล้วฝันถึงมาเกอริต ในความฝัน แม่ของเขาอายุสิบห้า ฝรั่งเศสยังครอบครองอินโดจีน ที่จริงแล้วแม่เกิดหลังจากนั้นยาวนาน  หลังสงครามสงบด้วยซ้ำ บางทีสิ่งที่เขาฝันไม่ได้เกี่ยวกับแม่ หากคือความฝันของแม่ต่างหาก  แม่ผู้ฝันว่าตัวเองเคยอยู่ที่นั่นที่ที่เต็มไปด้วย ดินเอือดเค็ม  ที่ที่น้ำจากมหาสมุทรจะไหลมาท่วมทับต้นกล้าในทุกฤดูเก็บเกี่ยว เขาฝันเห็นแม่ของเขา อายุสิบห้าในกระโปรงผ้าฝ้ายสีมอที่เปื่อยเก่า แม่นอนอยู่บนพื้นบังกะโล เหงื่อไหลซึมทั่วร่าง จนกระโปรงผ้าฝ้ายนั้นแนบลำตัว แม่อาจแบะคอเสื้ออก  เขาเห็นเนินอกที่เล็กจนเหมือนเด็กผู้ชาย  หัวนมสีชมพูกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ   บางทีปาริสุทธิ์ก็เกิดอารมณ์เพศกับภาพของแม่ในฝันนั้น   ความรู้สึกทาเพศแยกขาดจากการไร้เพศ เขารู้สึกถึงริมฝีปากอุ่นและฝาดขม รอบจูบกลิ่นมะม่วงดิบ   เด็กสาวที่เหงื่อซึม เขาตื่นขึ้นมา รู้สึกว่างโหวงในอก แม่ของเขา บัดนี้นอนสงบในหลุมฝังศพ มีแต่เขา และแม่นอบ เถ้าธุลีในกระเป๋าซิบหน้าของเป้

 

สิ่งที่ทำให้มาเกอริตร้าวรานใจที่สุดคือปีที่สิบห้าของปาริสุทธิ์ ตอนนั้นเขาดูเป็นคนเอเชียอย่างชัดแจ้ง ซึ่งคงเป็นผลจากพ่อที่ไม่รู้ชื่อของเขา  อายุสิบห้าเท่ากับอายุของเธอตอนที่พบเจอชู้รักชาวจีน บนเรือข้ามฟาก เขาเป็นชายหนุ่มร่างผอมเกร็ง เค้าหน้าของปาริสุทธิ์ทำให้เธอร้าวราน เธอไม่ได้รักชายชาวจีนคนนั้นแต่เขาฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเธอ บ่ายที่อากาศร้อนร่างชื้นเหงื่อ และประสบการณ์ทางเพศอันวาบหวาม เป็นเส้นๆตามริ้วแสงแดดที่ลอดบานเกล็ดลงมา ตอนนี้เธออยู่ไกลมากจากเรื่องแบบนั้นความสัมพันธ์ผิดทำนองคลองธรรมแบบนั้น  เธอเลิกเชื่ออะไรเช่นนั้นไปแล้ว ความมีเพศกลายเป็นเพียงเรื่องล้าหลังของคนยุคดึกดำบรรพ์   แต่ก็นั่นเอง เธอจึงร้าวรานใจเพราะปาริสุทธิ์ดูเป็นชาย มากจนทำร้ายเธอ 

 

ปาริสุทธ์ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกผิดเขานั่งนิ่งอยู่ในความมืด จ้องมองออกไปในเมืองปัตตานีอันเร้นลับ ความมืดสนิทเหมือนงูร้ายในดินแดนที่ถูกทำให้กลายเป็นแดนสงคราม ปาริสุทธิ์คิดถึงแม่   หากมาเกอริตยังมีชีวิตอยู่ แม่คงบังคับให้เขาเขียนจดหมายหาเธอ  บอกให้เขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หลีกเลี่ยงไวยากรณ์เกี่ยวพันกับเพศแบบฝรั่งเศส แม่มีคอมพิวเตอร์สำหรับเขียนหนังสือที่บ้าน แต่เธอจะไม่ยอมให้ลูกชายของเธอเขียนหาเธอผ่านอีเมลล์ เป็นแน่แท้  มันมีกลิ่นของกระสุนปืน  แกไม่มีทางรู้เลยว่าฉันรู้สึกยังไงถ้าต้องอ่านจดหมายของแกเจือกลิ่นเหล็กร้อนพวกนั้น มันทำให้ฉันนึกถึงสงคราม  แม่ต้องพูดแบบนั้น

 

ตอนมีสงครามแม่ยังไม่เกิด แม่น่าจะเกิดและมีชีวิตอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีนในช่วงปลายทศวรรษที่ห้าสิบ  แม่กลับไปปารีส หลังจากนั้น   แม่อยู่ร่วมในการจราจลปี 69   แต่แม่มักพูดถึงสงครามที่แม่เกิดไม่ทัน ราวกับแม่อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ก่อนสงคราม ราวกับจิตวิญญาณของคนที่ตายในยุคล่าอาณานิคม ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง กระทั่งในช่วงสงครามเวียดนาม(ที่แม่กลับมาอยู่ฝรั่งเศสแล้ว) ไหลเวียนอยู่ในเลือดของแม่

 

บางทีเขาควรจะคิดถึงแม่นอบในคืนอื่นๆ อาจจะเป็นพรุ่งนี้ ซึ่งเขาไม่มีทางรู้ได้  เช่นเดียวกับที่เขาไม่มีทางรู้ว่าการเดินทางอันยาวนานนี้จะไปสิ้นสุดตรงไหน เด็กหนุ่มไร้เพศอายุสิบเก้าเดินทางมาอินโดจีนเพียงลำพัง ไม่มีบ้านให้กลับไป มีเพียงเงินค่าลิขสิทธิ์หนังสือของแม่ในธนาคาร  แม่ที่ตายลงไปโดยไม่ได้กล่าวลา  เขาไม่มีบ้านในแผ่นดินของแม่คนหนึ่ง ตอนนี้เขามายังแผ่นดินของแม่อีกคนหนึ่งไม่ใช่เพื่อฝังรากแต่เพื่อบอกลาทั้งๆที่ยังไม่รู้จัก เอาเถ้ากระดูกสีขาวของแม่มาโปรยลงในแม่น้ำโขง  ดินแดนอันเร้นลับ ที่เขาไม่รู้จัก  ประวัติศาสตร์ อันเร้นลับที่เขาไม่รู้จัก  เขาอาจคิดถึงแม่นอบ และครอบครัวของแม่ที่เป็นคนไทยแม่นอบเคี่ยวเข็ญให้เขาพูดภาษาไทยจนคล่องแคล่วทั้งๆที่ไม่มีเพื่อนคนไทยสักคน เขาต้องพูดกับแม่นอบเป็นภาษาไทย และพูดกับมาเกอริต ด้วยภาษาฝรั่งเศสในวันที่แม่อารมณ์ดี  ภาษาอังกฤษแข็งเกร็งไร้เพศในวันที่แม่อารมณ์ร้าย

 

แม่นอบมีประวัติศาสตร์ส่วนตัวด้วย เช่นกัน เขาไม่รู้อะไรมากนัก นอกจากว่าแม่นอบเกิดในครอบครัวชาวนาที่ทุกคนทำงานจากตื่นจนหลับไป แต่ลูกชายของเธอกลับเกิดในครอบครัวปัญญาชนประหลาดแปร่งเพี้ยน แม่นอบมักบบ่นว่าเขาอ่อนแอ ไม่เคยใช้ชีวิตในท้องไร่ท้องนา วันไหนที่แม่ทั้งสองตายลง แล้วเขายังไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับระบบทุนนิยมเขาจะตาย  ตอนนี้แม่ทั้งสองตายลงแล้ว เขาเรียนไม่จบเคว้งคว้าง อ่อนแอและเศร้าสร้อย ถือสิทธิ์พิเศษชั่วครู่เดินทางมาอีกซีกของโลก ท้องไร่ท้องนาที่แม่นอบหนีมา แต่อยากกลับไป  แม่นอบออกจากประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายนของปี พศ. 2516 ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ  พี่ชายที่ส่งเสียแม่นอบให้เรียนมหาวิทยาลัยถูกฆ่าหนึ่งปีก่อนหน้านั้น จับมือใครดมไม่ได้ แม่นอบร่วมอยู่ในการจลาจลครั้งใหญ่ หลังจากวันนั้นแม่นอบไม่เคยพูดถึงมันอีกเลย เหมือนโครงกระดูกในสุสานไม่มีชื่อฝังกลบตลอดกาล บางที แม่นอบกับมาเกอริต อาจรักกันและกันเพราะทั้งคู่เคยผ่านการจลาจลอันเหี้ยมโหดมา เหมือนนกปีกหักหลงฟ้าสองตัว ที่จำต้องปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้พอมีเรี่ยวแรงอยู่ต่อไปได้  เขาคือผลลัพธ์ของการสังวาสทางปรัชญานั้นแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวและขมขื่น หากเป็นตัวของตัวเอง และเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่าย

 

ปาริสุทธิ์หลับลงอีกครั้งตอนค่อนรุ่ง  แว่วเสียงละหมาดยามเช้ากล่อมเขาให้หลับดิ่งลึกราวกับนอนลงในหลุมฝังศพ ใต้ร่มไม้ที่มาเกอริตนอนอยู่ เธอกลายเป็นเด็กสาวเข้าใจเอาเองว่าอยู่ในบังกะโลบนเนิน นอนฟังเสียงของคลื่นที่กำลังซัดมาจากฝั่งทะเลแปซิฟิค หรืออาจเป็นเพียงเสียงคำรามงึมงำของแม่น้ำโขง เสียงจากประวัติศาสตร์ที่ไหลผ่านเธอ

 

บันดาลใจจาก ชีวิต  นิยาย และ ภาพยนตร์ของ มาเกอริต ดูราส์

โดย  FILMSICK

 
ความเดิม ตอนแรกอ่านที่นี่

"ผมขอโทษ ผมเบลคไม่ทัน ทุกอย่างมืดดำ เพียงวูบเดียว รู้สึกตัวอีกที ผมก็มานอนอยู่ที่นี่"่ ชายคนขับรถตู้ปาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลลงนองแก้ม ก่อนที่เขาจะพยายามพูดต่อ "ผมขออโหสิกรรมด้วยนะครับคุณผู้หญิง" แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้สื่อข่าว สี่ห้าคน จ้องหน้านิ่ง ทุกคนแวดล้อมอยู่ที่เตียงนอนในโรงพยาบาลเอกชน ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุนัก หญิงแก่อีกคน ที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน จ้องตาเขม็ง คล้ายจงเกลียดจงชัง สัตว์โลกเผ่าเดียวกันกับเธอ มีเรื่องอธิบายอยู่ 2 ข้อหลักๆ ที่ทำให้เธอจงเกลียดจงชังชายผู้นี้

1. เขาเป็นคนขับรถตู้คันที่มีหลานชายคนเดียวของเขานั่งอยู่ และชายผู้นั้นเสียชีวิต

2. เขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต

ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ เพียงคุณบอกมาสั้นๆ ว่าคุณพอใจ เราจะออกเดินทางไปสถานที่เกิดเหตุ
ผมได้แต่พยักหน้า ร่างกลวงเปล่าของผม และร่างกลวงเปล่าไร้หน้า ของชายที่พูดคุยกับผม ไหลเลื่อนเคลื่อนผ่านโรงพยาบาล มายังถนนเส้นตัดใหม่ รถตู้คันหนึ่งจอดแช่นิ่ง ข้างทาง สภาพบุบบู้บี้ ผมคิดว่านี่อาจเป็นเรื่องอธิบายลำบาก มันเปลี่ยนแปลงปุปปับ รับได้ยากหากคุณเป็นคนทั่วไป

แต่ผมว่า หากไม่อธิบายเสียแล้ว ผมอาจต้องวนกลับไปกลับมาเล่าเรื่องนี้อีกครั้ง เป็นพันๆ ครั้งก็ได้
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาทางออกไปจากเรื่องบวมๆ นี้ให้ได้ในเร็ววัน

***

ภายในรถตู้สภาพพังยับ และมีรอยเลือดแห้ง ผมและชายไร้หน้า จ้องมองเข้าไปภายในรถอีกครั้ง ก็เกิดภาพใหม่ เหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับมัน เริ่มฉายขึ้นอีกรอบ เรียกว่า ภาพฉายย้อนหลังก็ว่าได้ ผมเห็นตัวเอง คนนั่งข้างๆ และคนในรถตู้ทุกๆ มุมมอง เรียกได้ว่า อยากมองมุมไหนง่ายดาย เพียงแค่การกระพริบตา จากหน้ารถ ผมเห็นชายคนขับรถตู้เปลี่ยนสีหน้า เหมือนเขาตกใจกับอะไรบางอย่างและพูดโพร่ง ขึ้นในวินาทีก่อนรถตู้พุ่งเข้าข้างทาง

"ผมขอโทษ" เขาพูด มองเห็นผม และในวินาทีที่เกิดเหตรถตูุ้พุ่งชนท้ายรถสิบล้่อ ก่อนไถลลงข้างทาง เขาหายตัวลึกลับ หายคล้ายล่องหน ผมเห็นตัวเองลอยเคว้งอยู่กลางลำรถตู้ ร่างลอยได้แช่นิ่งนานพอสมควร เศษกระจกด้านหน้ารถค่อยๆ ปริแตก ก่อนกระเด็นกระจาย หญิงสาวกรีดร้องเสียงแหลม ใบหน้าเหยเก ผมจ้องมองไปที่คนขับ เหลือเพียงพวงมาลัยว่างเปล่า "คุณเห็นอะไรหรือเปล่า" ชายไร้หน้าถามผม
ผมพยักหน้า "เห็น ผมเห็นเช่นเดิม เขาหายไป ประมาณ 3 วินาที"

"งั้นหรอกรึ ยังยืนยันแบบนั้นอยู่อีก"
"ผมจะให้ดูอีกครั้ง" เขาบอก ผมส่ายหน้ายืนยันว่า ทุกครั้งที่เดินมาดูสถานที่เกิดเหตุกับเขาู และฟังเรื่องราวนี้ในห้องพยาบาล จากปากชายคนขับรถตู้คนนั้นตลอดระยะเวลา 2 วัน ภาพที่เห็นก็เหมือนเดิม
"ชายคนขับรถล่องหนได้ หายตัวไปประมาณ 3 วินาที"

ชายไร้หน้า เดินไปยังหน้ากระจกรถตู้ ที่ตอนนี้ไร้กระจกบานใหญ่ มีเศษกระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ด้านล่างรถ และบริเวณใกล้ๆ เขาก้มหยิบเศษกระจก ยื่นมาให้ผม "แต่ว่ายังก่อน มีเรื่องที่คุณต้องสะสางอีกหลายเรื่องก่อนที่เราจะเิดินทางกันต่อ นี่คือเรื่องใหม่ที่่คุณต้องศึกษา เอาให้ถ่องแท้ เพราะคุณยืนยันว่าเขาหายไป ไม่ใช่คนขับอยู่ในรถตู้คนนั้น ในห้องพักของโรงพยาบาล"

"ผมยอมจำนนต่อคุณ" ชายไร้หน้าว่า "คุณเป็นคนแรกที่มองเห็น บางที การย้ายโลกของคุณเองอาจยังไม่ถึงเวลา คุณอาจต้องศึกษา เศษกระจกกับภาวะการล่องหนของคนขับรถตู้คันนี้เอง"

"เศษกระจกกับภาวะการล่องหนของคนขับรถตู้" ผมทวนคำพูดเขา ช่างฟังเข้าใจยากดีแท้

แต่ผมก็ยื่นมือไปรับ ไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก "ก็ได้" ชายไร้หน้ายื่นมาให้ผม ผมกำเศษกระจกในมือ จ้องมอง เห็นเพียงแสงกระพริบสีแดง (ซึ่งอาจเป็นแสงจากไฟท้ายรถสิบล้อคันที่เราพุ่งชน) ของเศษกระจกธรรมดาขนาดเล็ก สะท้อนภาพขนาดน้อยใหญ่แตกต่างกันไป ผมเห็นการบางอย่าง คล้ายภาพจิกซอร์ ไม่ต่อเนื่อง ภาพขนาดเล็ก ต้องเพ่งสายตาถึงจะมองเห็น ภาพบางภาพ ยังคงเคลื่อนไหวตลอดเวลา ภาพบางภาพแช่นิ่ง เหมือนวิดีโอกดหยุด กระพริบในจังหวะของการสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์

กองเศษกระจกมากเศษ กระพริบต่อเนื่อง ไม่เหมือนกัน
อาจต้องใช้เวลาเรียงมันให้เกิดภาพใหญ่ภายหลัง เหตุการณ์ไร้คำอธิบาย
"เวลามีไม่มาก ก่อนร่างคุณจะเน่าเปื่อย" ชายไร้หน้าพูด
"ผมอยากให้เราลองไปหาที่โล่งๆ พิจาณากระจกเหล่านี้" ผมร้องขอ ชายไร้หน้า ส่ายหน้้า เป็นไปไม่ได้
เขาแตะไหล่ผม แล้วเราทั้งสอง ก็กลับมายังโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อดูชายคนนั้นขอโทษ ในประโยคเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมหลับตา อยากนอนหลับแทนเขาจริงๆ

***

นี่เป็นอีกสองสามเรื่องที่ผมยังไม่เข้าใจ แต่ก็กำลังพยายามเข้าใจ ผมเสียชีวิตได้ 2 วัน ศพถูกเก็บไว้ในห้องเก็บศพ รอการทำพิธีทางศาสนาี ญาติคนเดียวของผมคือป้าผู้แก่ชราในห้องนั้น แกทำใจไม่ได้ผมรู้ แกเลี้ยงผมมาตั้งแต่ผมยังเล็ก แต่ผมก็พึ่งจะเข้าที่เข้าทางเหมือนกัน หากอยากทราบว่า 2 วัน ก่อนหน้านี้ผมเป็นยังไง

ผมต้องบอกว่า อย่ากลับไปดูภาพเหล่านั้นเลย มันกระอักกระอ่วน ทุกครั้งที่นึก ผมว่าอาจเป็นภาพไร้สติ ของคนบ้าบอที่ไม่ใช่ตัวผมก็ได้ ใครก็ไม่รู้ในร่างผม ผมโวยวาย กรีดร้อง มีชายไร้หน้าตามติดตัวผมตลอดเวลา

วันนี้ผมพึ่งเ้ข้าใจบางอย่างแล้ว เขาเป็นชายคนแรกที่ผมรู้จัก บนโลกใหม่โ่ลกนี้ (ผมทดลองถามหมอ และพยาบาลดูเหมือนเช่นในทีวี ไม่มีใครได้ยินเสียงผมแม้แต่คนเดียว บ้าชะมัด)

จากการตามติดของชายไร้หน้า จำได้ว่าวันแรก ผมไล่เขาไปไกลๆ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ผมจนปัญญา พูดจากับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ไม่มีคนตอบผม บทสนทนาระหว่างผมกับเขาจึงเริ่มขึ้นแบบไม่ค่อยดีนักในช่วงเวลานั้น มันเริ่มดีขึ้นมาหน่อยในภายหลัง

ก็อย่างที่บอก ไม่มีใครได้ยินผม ไม่แม้แต่จะมองเห็น เขาเป็นคนเดียวที่ได้ยินผมพูด หรืออาจเลยเถิดเหมารวมว่าเขาเห็นผมด้วยก็ไ้้ด้ แม้ว่าเขาจะไร้ใบหน้า หรือดวงตาก็ตามที เราพูดคุยกันเรื่องโรงพยาบาล เรื่องรถตู้ บางทีผมยังไม่ทันพูดออกมาสักคำ เขาก็พยักหน้าเข้าใจ ในสิ่งที่ผมคิด แม้จะไม่มากแต่ผมว่าเป็นทางเดียวที่ผมจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ในอนาคต ผมต้องสอบถามเรื่องอีกหลายเรื่องที่ผมไม่รู้กับเขา บางเรื่องเขามีคำตอบ บางเรื่องเขาก็ไม่มี

เรามานั่งในห้องนี้อีกครั้ง ห้องที่มีชายคนขับรถตู้นอนอยู่ เขาเดินไปที่ปลายเตียง ผมนั่งตรงเก้าอี้ข้างเตียง เราจ้องมองชายผู้นั้น เขาหลับสนิท สายน้ำเกลือห้อยระโยงระยาง

"จริงๆ เรื่องนี้เราไม่ทราบ" ชายไร้หน้าพูดขึ้น "ไม่มีคำตอบในหัวจริงๆ รึ" ผมถาม เขาพยักหน้าใบหน้ากลวงเปล่าขาววอก

"สมองกลวงเปล่า ไร้สีหน้า" ผมพูด และคิดว่าเขาคงไม่ได้โกหก ภาวะเหมือนเฉกเช่นคนไร้ความทรงจำ ชาย 3 คน 1 คือชายไร้วิญญาณในโรงพยาบาล 2 คือชายไร้หน้า 3 คือคนขับรถตู้ เราต่างแปลกปลอมเป็นส่วนเกินของกันและกัน

หากถามว่าผมอยากกลับไปโลกเดิมไหม?

มันตอบยาก สมองส่วนรับรู้ของผมกลวงเปล่า ไร้ความรู้สึกก็ว่าได้ ไม่แน่ ผมอาจไม่ใช่ตัวผม คนขับรถตู้ที่นอนอยู่อาจไม่ใช่คนขับคนนั้น คำพูดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เมื่อสองวันก่อน อาจไม่เป็นจริง อาจเป็นเรื่องโกหกของคนเล่าเรื่องสักคนก็เป็นได้

แต่ว่าเศษกระจกเหล่านั้นยังคงอยู่ รถตู้คันนั้นก็ยังคงอยู่
บางที... ถ้ามีเวลาเหลือพอ ผมอยากต่อเศษกระจกในกำมือนี้
ให้เหมือนเดิมดูอีกสักครั้ง

ปล. ชายไร้หน้า แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง what dreams may come

นกฮูก
31/03/08

การไปของดาดา

posted on 26 Mar 2008 01:00 by lonesome-cities  in FICTION

 

ดาดาตื่นในกลางดึกของคืนนั้น

 

ทั้งเจ้าบ้านหญิงและชายต่างนอนหลับอุตุอยู่ในห้องหับส่วนบุคคล ดังนั้นท่ามกลางความมืดของคืนที่มีเดือนครึ่งดวง มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในบ้านนี้ที่ตื่นอยู่ 

 

ในขณะนี้มันไม่จำเป็นต้องพูดเพราะมีเพียงมันเพียงลำพัง เมื่อหมาปั๊กไม่พูดมันกลายเป็นเพียงหมาธรรมดาตัวหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างจากหมาตัวอื่นๆ  การกลายเป็นหมาธรรมดาเป็นเรื่องที่ทั้งอบอุ่นปลอดภัย และน่าหงุดหงิดใจในเวลาเดียวกัน เพราะสำหรับ หมา หมาชนิดใดย่อมเป็นหมาเหมือนกัน แต่เมื่อมันได้รับชื่อเรียก ดาดา ชื่อชนิดเดียวกับการเคลื่อนไหวของศิลปินในยุโรปต้นศตวรรษที่ยี่สิบ มันย่อมมีตัวตนในฐานะ ดาดา ไม่ใช่หมาปั๊กดาษดื่นสามัญ มันคือดาดา หมาพูดได้  นั่นให้ความภาคภูมิในอัตลักษณ์ และขณะเดียวกัน ให้ความไม่มั่นคง ใดๆทั้งสิ้น

 

มันเคยลอบดูหนังที่เจ้าบ้านทั้งสองเช่ามาดู หนังสัตว์โลกน่ารัก ที่เล่าเรื่องของสัตว์แสนรู้ เมื่อคนอื่นๆรู้จักความสามารถพวกเขาจะพรากสัตว์นั้นไปจากเจ้าของ โดยมากเอาไปทดลองทางวิทยาศาสตร์  ดาดาไม่เชื่อวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ มันเป็นเหตุเป็นผลและแข็งทื่อเกินไป  แต่เหนืออื่นใด มันหวาดกลัวการถูกลักพา การถูกจับไปนอนพาดบนเตียงเหล็กแหวะไส้พุง แค่คิดก็ชวนให้แสยงขนแล้ว!

 

เป็นเรื่องยากลำบากที่จะอธิบายว่า -ทำไม- มันพูดได้  ที่จริงมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย มันก็แค่พูดได้ ในความถี่ที่หูมนุษย์ได้ยิน และบังเอิญที่มันรู้จัก การใช้ภาษชนิดเดียวกับที่มนุษย์ใช้ จะว่าไปแล้วมันถึงกับเชื่ออย่างลึกซึ้ง ว่าน่าจะมีมนุษย์บางจำพวกที่เรียนรู้ภาษาสุนัข มนุษย์ที่สามารถเห่าด้วยความถี่และหลักตรรกกะทางภาษาแบบเดียวกับหมาพันธุ์ปั๊ก พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ หรือพันธุ์บางแก้ว  แน่นอน ในเมื่อกระทั่งมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกเดียวกันยังไม่สามารถสื่อสารได้ในภาษาเดียวกัน มันก็มีความน่าจะเป็นที่สุนัขตัวหนึ่ง จะรู้อีกภาษาหนึ่ง ซึ่งที่จริงมันก็ล้วนคือความแตกต่างทางการออกเสียงที่สื่อความหมายถึงสิ่งของ ความรู้สึก จุดมุ่งหมายชนิดเดียวกัน

 

บางคราวมันคิดใคร่เทศนาสั่งสอนผู้คนด้วยซ้ำ  ด้วยว่าจากมุมมองของสุนัข (ซึ่งมีขนาดสมอง ความสามารถในการรับรู้ และการทำความเข้าใจเหตุและผลด้วยหลักคิดคนละชุดกับมนุษย์)  มันรู้สึกความคิดการกระทำ ความรู้สึกของมนุษย์นั้น น่าหัวเราะหัวใคร่ยิ่ง แทบจะติดไปทางน่าสมเพชเสียด้วยซ้ำ  มนุษย์ยึดติดกับความรัก และบ้าคลั่งความตาย บางทีนั่นอาจเพราะพวกเขาสืบพันธุ์กันได้ทั้งสิบสองเดือน  อีกทั้งยังมีชีวิตยาวนานเกินไปก็เป็นได้ 

 

แน่ละ มันเพิ่งมีอายุสามเดือน สำหรับพวกมนุษย์  ในอายุสามเดือนมนุษย์ไม่สามารถกระทั่งพูดได้ด้วยซ้ำ ในทางหนึ่ง มนุษย์อายุสามเดือน ไม่แตกต่างอะไรจากหมาปั๊ก เมื่อหิวก็ร้องหาอาหาร  ไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้เลยด้วยซ้ำ ไร้ค่าถึงเพียงนั้น !

 

และมันนึกถึงเจ้าบ้านชายหญิง หนุ่มสาวชาวมนุษย์ผู้รับสมอ้างครอบครองเป็นเจ้าของมัน  แน่ล่ะ(มันคิดว่ามันกำลังเสพติดคำแสดงความหมายว่าใช่ แต่ไม่คำนี้) มนุษย์ทั้งคู่ให้ข้าวให้น้ำกับมัน ให้ที่พักอาศัยหลับนอน คอยดูแลอาบน้ำอาบท่า แต่นั่นคือความเขลาประการหนึ่งของพวกมนุษย์ละ  พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสิ่งต่างๆ การได้ครอบครองทำให้พวกเขารู้สึกมีเสรีภาพ แต่ที่แท้มันคือการติดกับประเภทหนึ่ง และดาดาคิดว่ามันจำต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

 

ดังนั้นท่ามกลางแสงเดือนครึ่งดวง อันซีดเศร้า ดาดา ตัดสินใจจะไปจากที่นี่ ด้วยว่ามันเป็นสุนัข หาใช่มนุษย์ไม่ มันจึงไม่จำเป็นต้องเก็บกระเป๋า กล่าว่าอะไรง่าวๆ (แบบที่พวกมนุษย์ชอบทำยามต้องพลัดพรากจากกัน) ไม่มีสัมภาระ ไม่มีความหลัง ปราศจากแผนการ  ไร้ความหวาดกลัว ในอนาคตที่มองไม่เห็น ชีวิตของหมาในทางหนึ่งนับว่าเสรีภาพยิ่ง

 

แน่ะล่ะ ! มันลืมความจริงไปข้อหนึ่ง

 

นับจากมันลืมตาดูโลก จนถึงตอนนี้ มันไม่เคยรู้จักสถานที่ใดมากไปกว่ากรงเหล็กประหลาดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และบ้านหลังนี้ โลกทั้งใบข้างนอกคือความมืดบอดอันสิ้นเชิง  

 

แต่ในเมื่อมันเป็นสุนัขไม่ใช่มนุษย์ ความมืดบอดจึงเย้ายวนยิ่ง  โลกข้างนอก (ที่มันมีเพียงจินตนาการอันแยกขาดจากความจริงทุกรูปแบบ) กวักมือเรียกหามัน  ไม่เลยมันไม่รับรู้ อื่นใด เพียงใช้ขาทั้งสี่อันมุ่งมั่นก้าวผ่านประตูรั้วเหล็กดัด ออกมา ยืดหดตัวเล็กน้อย ก็ลอดออกมาได้  อากาศกลางคืนเย็นชื้น กระอายความร้อนกรุ่นลอยขึ้นจากพื้นถนนคอนกรีตหน้าบ้าน มันทำจมูกฟุตฟิตสูดกลิ่นสดชื่นของความมืด ตั้งใจฟังเสียงของกลางคืนที่มันไม่เคยได้ยินชัดขนาดนี้มาก่อน   แล้วการเดินทางของดาดา ก็เริ่มต้นขึ้น ง่ายดายเพียงนี้  น่าตื่นเต้นเพียงนี้ ลึกลับเพียงนี้  และ มืดดำเพียงนี้  เงาเตี้ยๆของมันยืดยาวออกไปในแสงซีดเศร้าสร้อย แสงจันทร์คือสิ่งแรกที่ประทับตรึงในดวงตามัน

 

การเดินทางของดาดา ......

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โดย : FILMSICK

edit @ 26 Mar 2008 01:05:51 by คนหนุ่มหนึ่ง