Aimless Wanderer

posted on 11 Oct 2006 14:48 by lonesome-cities  in LONESOME-CITIES

...

ตามปกติแล้ว ในตอนบ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้ จะถือเป็นเวลาของเรา แต่นี่เป็นเวลาหลายอาทิตย์แล้ว ที่เราไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย หลังจากที่ได้ทะเลาะกันวันนั้น

จริงๆ แล้ว มันก็ไม่เชิงว่าทะเลาะกันหรอก และเราก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดกัน แต่มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ซึ่งเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา 2 คน มานานระยะหนึ่งแล้ว

ตอนบ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้ ผมจึงออกจากบ้านมาเดินเตร็ดเตร่คนเดียว อย่างไร้จุดหมาย พร้อมกับความรู้สึกมึนงงอย่างบอกไม่ถูก

ค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปในย่านการค้ากลางเมืองอันพลุกพล่าน แล้วปล่อยให้คนแปลกหน้านับร้อยนับพัน ห้อมล้อมตัวผมเอาไว้ โดยมีถนนหนทาง ตึกอาคารศูนย์การค้าขนาดยักษ์ ร้านรวงอันหรูหรา 2 ข้างทาง และโครงข่ายรถไฟฟ้าที่อยู่สูงท่วมหัว โอบคลุมพวกเราทุกคนเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมจึงไม่นอนอยู่กับบ้าน แล้วเปิดทีวีหรือดีวีดีดูในห้องนอนติดแอร์เย็นฉ่ำ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ต้องออกจากบ้าน มาเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่อย่างไร้จุดหมาย

และไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมชีวิตผมจึงต้องวนเวียน อยู่กับสถานการณ์และความรู้สึกแบบนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนกับว่าชีวิตนี้ไม่เคยมีความคืบหน้าใดๆ

เทียบกับคนอื่น ที่มองชีวิตในแบบที่มีความสอดคล้องกับเวลา เขาจะเห็นชีวิตดำเนินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง และเรียกเส้นทางนี้ว่าวิถีชีวิต

แต่สำหรับผม ชีวิตเป็นเส้นที่ตั้งฉากกับเวลา ถ้าให้เวลาดำเนินไปข้างหน้า ชีวิตจะค่อยๆ เบนออกไปทางข้างๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ชีวิตก็ยิ่งออกข้างทาง ห่างออกไปไกลเท่านั้น

ดังนั้น สำหรับผม จึงไม่มีคำว่าวิถีชีวิต เพราะชีวิตไม่ได้เดินไปตามเส้นทางข้างหน้า แต่ชีวิตคือการโซซัดโซเซออกไปข้างทาง ซึ่งเวิ้งว้าง ว่างเปล่า มองออกไปไกลแค่ไหน ก็กลับยิ่งมองไม่เห็นอะไร และมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นเส้นทางด้วยซ้ำ

ถ้ามีเธอมาด้วย เธออาจจะมีจุดหมายของเธอ ซึ่งผมอาจจะสามารถพึ่งพิงอาศัยมัน ถือเอาเป็นจุดหมายของผมเองด้วยเลย แต่เมื่อไม่มีเธอมา การเดินครั้งนี้จึงไร้จุดหมายอย่างสิ้นเชิง

เข้าซอยนี้ ออกซอยนั้น ขึ้นตึกนี้ ลงตึกนั้น ผมก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา โดยไม่สามารถหยุดเท้า ณ จุดใด ทำราวกับว่ากำลังจะรีบมุ่งหน้า ไปให้ถึงจุดหมายที่ไหนสักที่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว จุดหมายไม่เคยมีอยู่

คนอื่นๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นถึงความไร้จุดหมายของผม เช่นเดียวกับที่ผม ก็ไม่สามารถสังเกตเห็นถึงความไร้จุดหมายของพวกเขา

เป็นไปได้ไหม ว่าบางทีพวกเขาก็กำลังเดินไปอย่างไร้จุดหมาย เช่นเดียวกับผม พวกเราต่างกำลังออกนอกวิถีชีวิต ลงไปเดินข้างทาง และห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

ระยะทางบนบาทวิถีที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยความคืบหน้าของชีวิต

ใบหน้าผู้คนแปลกหน้าที่ผ่านไป ช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา

ความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองที่โอบล้อมปกคลุม ช่วยกอบกู้ความรู้สึกมั่นคงในใจ

ใจกลางเมืองใหญ่ เราต่างออกเดินด้วยเหตุผลเดียวกัน คือไม่มีเหตุผล หรือว่าบางทีการเดินแบบนี้ อาจจะมีเหตุผลของมันอยู่? ผมไม่แน่ใจ

โรงหนังแบบสแตนด์อะโลนตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันอยู่ในวิถีทางเดินพอดี ผมจึงเดินตรงเข้าไปข้างในอย่างไม่อาจขัดขืน บันไดอันสูงชันนำพาผมไปสู่หน้าห้องขายตั๋ว จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกที ก็ได้มาถึงทางตันเสียแล้ว

บางที การดูหนังสักรอบ อาจจะเป็นจุดหมายที่ดีจุดหมายเดียวที่เหลืออยู่ ในการออกจากบ้านมาเดินเตร็ดเตร่ ตลอดบ่ายวันอาทิตย์ ผมจึงซื้อตั๋วหนังเรื่องอะไรก็ได้รอบถัดไป แล้วทิ้งตัวลงนั่ง บนโซฟาที่หน้าโรง ด้วยความเมื่อยล้า

สายตาเหม่อมองผู้คนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาหน้าห้องขายตั๋ว เหม่อมองสถาปัตยกรรมของโรงหนังเก่าแก่แห่งนี้ ผมค่อยๆ รู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ แต่เป็นแค่สายตาคู่หนึ่ง ที่มองเข้ามาอย่างสังเกตการณ์

ถ้ามีเธอมาด้วย เหมือนกับเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนหน้านี้ ก็คงจะดีไม่น้อย เราอาจจะได้นั่งคุยปรับความเข้าใจกัน ระหว่างรอรอบหนัง

แต่ก็ไม่เป็นไรแล้วล่ะ! ตอนนี้ผมนั่งอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่ต้องออกไปเดินเตร็ดเตร่ เพราะผมมีจุดหมายจริงๆ แล้ว คือรอดูหนังรอบถัดไป

การดูหนังคนเดียว เป็นจุดหมายที่ดีที่สุดจุดหมายเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้

ผมว่าโรงหนังแห่งนี้เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการมาดูคนเดียว คงมีหลายคนที่คิดเหมือนผม ดังนั้น เวลาลุกขึ้นยืนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนหนังฉาย ผมมักจะสังเกตเห็นหัวคนโด่เดี่ยว กระจัดกระจายอยู่ทั่วโรง

ที่สำคัญคือโรงหนังแห่งนี้ มักจะฉายแต่หนังชั้นดี ประมาณว่าเข้าชิงรางวัลออสการ์ หรือหนังอินดี้หาดูไม่ได้ในโรงหนังมัลติเพล็กซ์แบบใหม่บนศูนย์การค้า ที่ฉายแต่หนังตลาดๆ ดาษดื่น และไม่เหมาะสำหรับการไปดูหนังคนเดียวอย่างยิ่ง เพราะรอบตัวคุณจะมีแต่คู่รักวัยรุ่นกอดก่ายกันนัวเนีย

ภาพบนจอโลดแล่นไปเรื่อยๆ มันหนังแนว Road Movies เกี่ยวกับผู้ชาย 2 คน ที่กำลังเผชิญปัญหา Mid-Life Crisis จึงออกเดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน มุ่งไปตามเส้นทางสายไวน์แห่งแคลิฟอร์เนีย

น่าแปลกใจนะ ว่าทำไมเมื่อคนเราเจอปัญหาชีวิต และหาทางออกไม่ได้ เรามักจะทำอะไรเหมือนๆ กัน คือการเดินทาง หลีกหนีออกจากวิถีชีวิตเดิม แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ๆ ห่างไกลออกไป

ราวกับว่ามันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และราวกับว่าเราต่างก็รู้ว่าการทำเช่นนี้ จะมีส่วนช่วยแก้ไขอะไรๆ ในชีวิตได้

แต่ประเด็นหลักของหนังแนว Road Movies ที่จะสื่อต่อผู้ชม กลับไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง ที่ตัวละครตั้งไว้เมื่อตอนเริ่มออกเดินทาง

ประเด็นหลักกลับอยู่ในระหว่างการเดินทาง กระบวนการ และรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวละคร ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงตอนจบ

ผมคิดว่าการเดินทางของตัวละครใน Road Movies จึงไม่ต่างไปจากการเดินเตร็ดเตร่ในเมืองใหญ่ อย่างไร้จุดหมาย

เราล้วนต่างก้าวออกจากวิถีชีวิตอันคุ้นเคย แล้วมุ่งหน้าเดินทางไปโดยไร้จุดหมาย หรืออาจจะมีจุดหมายเทียมๆ ตั้งเอาไว้ปลอมๆ เช่นการดูหนังคนเดียวสักเรื่องในบ่ายวันอาทิตย์ และเราก็รอคอยให้สภาพแวดล้อม หรือเหตุการณ์รอบตัว มากระทบเรา จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ถนนหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นแดง ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา 2 ข้างทาง และเทือกเขาที่โอบล้อมอยู่ไกลๆ ถูกใช้เป็นฉากหลังของหนัง Road Movies

เปรียบเหมือนกับถนนในเมือง ร้านรวง 2 ข้างทาง เสาตอม่อของรถไฟฟ้า ตึกอาคารศูนย์การค้า และโรงหนังเก่าแก่แห่งนี้ ซึ่งเป็นฉากในการเดินเตร็ดเตร่กลางเมือง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจของผมในตอนนี้หรือเปล่า ที่ทำให้รู้สึกอินกับหนังที่กำลังดูเป็นพิเศษ

เรากำลังประสบกับสถานการณ์วิกฤตในชีวิตเหมือนกัน คือการเข้าสู่วัยกลางคนอย่างไม่ค่อยมีความสุข เพราะไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตและการงาน และกำลังมีปัญหาความสัมพันธ์กับคนรัก

ผมอยากรู้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ จะพบอะไรจากการเดินทางของเขา และสิ่งนั้นจะทำให้พวกเขาข้ามผ่านปัญหาชีวิตอย่างไร เผื่อว่าสิ่งนั้น จะมาเกิดขึ้นกับผมบ้าง

การเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย และการดูหนังคนเดียว ในบ่ายวันนี้ ไม่แน่ใจว่า ด้วยใครสักคน หรือเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะทำให้ผมกลับเข้าไปเดินอยู่ในเส้นทาง

ถ้าชีวิตนั้นมีจุดหมายอยู่จริง

...

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร GM Plus พฤษภาคม 2548


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อึม ทำไมถอดแบบชีวิตจริงเรามาเลย555555

#1 By inDy Dog (203.209.28.159) on 2006-10-11 18:32

รู้สึกเบื่อ และอยากออกไปท่องเที่ยวอย่างไร้จุดหมายเหมือนกัน เอ หรือว่าจะประสบกับวิกฤตวัยกลางคนเข้าด้วยแล้ว...

#2 By .-+^melody^+-. on 2006-10-12 01:25

#3 By minifat@magicmoment on 2006-10-12 13:27

"มีแต่ผู้คนที่หลงอยู่ในทางเท่านั้น ที่คอยแต่จะงึมงัมว่าตนไร้ซึ่งจุดหมาย.."

เหมือนผมที่คอยด่าตัวเองว่า "ไอ้เลว ไอ้เลว.." อาจไม่ใช่เพียงเพราะผมเลว แต่เป็นเพราะผมเชื่อว่า ความดีมันไม่น่าสนใจ..

ยังดีที่แค่ทะเลาะกันก่อน
ยังดีที่แค่สแตนด์อโลน
ยังดีที่แค่วันอาทิตย์
ยังดีที่ทำมุมฉากต่อกัน
.. ยังดี ที่มี Road Movie ..

ไม่สิ้นสุด

#4 By Iche' on 2006-10-12 19:14

ชีวิตอาจจะมีจุดหมายก็ได้ หากหันกลับมามองคนที่เขารักเราที่เราเคยรักเขา

#5 By Lo-nE (213.48.73.94) on 2006-10-13 05:51

หากเป็นดั่งที่คุณว่า
ฉันคงย่างเข้าวัยกลางคนแล้วกระมั่ง

#6 By sofa on 2006-10-13 12:51

ใช่ !

#7 By ข้าวปุ้น on 2006-10-19 16:03

มันอาจเป็นเพราะทั้งคู่อาจมีความเป็นปัจเจกสูงที่เมื่อเกิดมีภาวะคิดต่างกัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ก็สามารถเลี้ยวกลับไปอยู่กับตัวเองได้อีก ไปนั่งฝึกความอดทนต่อความคิดถึง โดยบอกว่าสุดท้ายเราก็ต้องอยู่คนเดียวอยู่ดี ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฝึกทำไม ทำอย่างกับตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญทุกขรกิริยา เฮ้อ..อ...อ... Some day I will find the way.

#8 By ด.ญ. เมียม (202.139.223.18) on 2006-10-23 11:45