ช่วงหลายอาทิตย์มานี้ ผมวุ่นวายอยู่กับงานหนังสือ

ลิขสิทธิ์ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในชีวิตอยู่พอสมควร

ในความเป็นจริงแล้ว เราต่างก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในชีวิตกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ ไม่น่าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ ที่ควรมาอ่าน หรือมาคิดตามเลย

เหมือนสถานีวิทยุธรรมมะเปิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เราไม่เคยสนใจ หมุนหา อยากรู้
เหมือนมีงานแสดงดนตรีราคาหลักพัน แต่ศิลปินเป็นใครไม่รู้ ก็ในเมื่อไม่เกี่ยวข้องกัน ใครกันจะสนใจ แต่เรื่องในชีวิตประจำวันของเราเองต่างหาก ที่เราถึงจะอยากรู้

เช่นเดียวกับความหมายของการวิ่ง ก็คือการก้าวไปด้วยความเร็ว ในวินาที ที่ใกล้จะถึง เราก็ไม่รู้แล้วว่า เท้าที่เราใช้ มันจะเจ็บปวดจากการฝึกซ้อมมาสักเท่าใด ไม่ทราบเลยว่า มันเป็นอะไรไปมากแล้ว นี่แหละ จุดหมายของการวิ่ง จุดมุ่งหมายแน่วแน่ จุดหมายสูงสุดของชีวิตนักวิ่งเช่นเดียวกันกับเรา

จุดหมายของการมีชีวิตที่ดี ในอนาคต
เงินงาน และความสุข
ความดีงามจึงดูจะเป็นเรื่องรองไป

*************

ในเช้าวันนี้ ผมกลับจากงานอีเวนนอกสถานที่ เป็นงานเปิดตัวตึกใหญ่ ของบริษัทใหญ่เติบโตมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิด อยู่คู่เชียงใหม่มาหลายสิบปี ไม่มีอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมกลับมาพร้อมอาการง่วงซึม เพระต้องตื่นแต่เช้า เพื่อยกเก้าอี้ จัดเวที และดูแลความเรียบรร้อยเฉกเช่นพนักงานตำแหน่งเดียวกัน

งานเสร็จ ยกเก็บเก้าอี้เข้าที่ เพียงเท่านี้เอง ไม่มีอะไรที่เพิ่มสาระให้ชีวิต มีแต่รายได้เข้าชีวิต

กลับมาถึงที่ทำงานก็เลือกฟังเพลงสุ่มๆ ไป แต่เผอิญได้ฟังเพลงนี้เข้าเมื่อเช้านี้ จึงนึกอยากทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ถึงจะเป็นอย่างเล็กๆ ไร้ซึ่งแสงกระพริบมากนัก แต่ก็ขอให้ได้ทำสักอย่าง

มันเป็นเพลงคำเมืองที่คนเมืองฟังแล้วก็คงยิ้ม

ไม่มีอะไรมากครับ
อย่างที่บอก ความง่วงงุน จากงานอีเวน และการเปิดเพลงสุ่ม ทำให้เกิดบทความอันกระท่อนแท่นนี้ขึ้น

*************

บ่อมีนา บ่อมีหน้า บ่อมีหนี้ อยู่อย่างอี้ ก็ดีแล้วล๊อะ เพลงคำเมือง ที่แปลป็นภาษาไทยได้ว่า ไม่มีทั้งที่นา ไม่มีทั้งหน้าตาในสังคม ไม่มีหนี้ อยู่แบบนี้ ก็ดีแล้วไง
เป็นคำพูดที่ดูเหมือนง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน

บทเพลงของ คุณรังสรรค์ ไชยา ชื่อว่า เพลง หนานเย็น เป็นบทเพลงหนึ่ง ในชุด การเดินทางของตระกร้า อัลบั้มยอดเยี่ยม ของเวทีสีสันอวอร์ด เป็นเพลงภาษาล้านนา ที่กล่าวถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอดีต และคนสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกันทั้งด้านภาษา ทำนอง และเสียงร้อง

ท่อนหนึ่งของเพลงพูดไว้ว่า

ใจเย็นไว้เถอะพี่น้อง ทำให้จนเคยแก้ปัญหาได้

ให้มีสติกำกับอยู่ใกล้ ปัญญาพาไปแนบชิด

พาให้ชีวิต พาให้จิตใจ สัมฤทธ์ดังอันพรมี

เย็นเถอะเย็นไว้ ภัยนั้นไม่หนี

สติเรามี สุขี เจิดจ้า

ผมไม่ได้จะมาแนะนำว่า เพลงดี หรือ เรียบเรียงดนตรีได้ดี ไม่ใช่ ความรู้พวกนั้นผมไม่มีเสียเลยด้วยซ้ำ แต่ที่หยิบยกมากล่าวอ้างเพราะว่า ในช่วงเวลาที่โลกหมุนเร็วแบบนี้ เราต่างวุ่นวายเดือดร้อนใจ อยากได้โน่นได้นี่ ไม่มีสักครั้งที่จะอยู่อย่างธรรมดาสามัญ เหมือนเช่นคนแก่โบร่ำโบราณ

ไม่มีประโยชน์ที่จะมาตะเบงเสียงแหบแห้งของตัวเองท่ามกลางผู้คนนับล้าน ในยุคที่ เงิน งาน ชื่อ เสียง และความสุข เป็นอะไรที่หาซื้อได้ด้วยเงินไปแล้ว

ความหมายเก่าๆ ของคนใจเย็น กับความหมายของ คนใจดี จึงดูเหมือนมันห่างหายไปจากสังคมเรามากมายเหลือเกิน
เราต่างมีความหวังไว้ว่า จะหาเงินซื้อบ้านซื้อรถ

หนานเย็นกลับใจเย็นสบายใจ ไม่แสวงหาสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากการอยู่อย่างสบายๆ ไปวัน ไม่ร้อน หนาวทุกข์ สุขใด

*************
เหมือนคนเห็นแก่ตัว ยืนอยู่เพียงลำพัง บนท่อนไม้ที่เก่าลอยน้ำ มีเวลา เป็นกระแสน้ำที่พัดไหล เร็ว และแรงมากขึ้นๆ เรื่อยๆ
มีสิทธิ์ทั้ง ตาย และรอดชีวิต

ไม่แปลก ผมเองก็เช่นกัน อยู่บนขอนไม้ที่เกาะบ้างไม่เกาะบ้าง รอสายน้ำพัดพาไปเรื่อยๆ ไม่มีอนาคตยึดติด ใช้ชีวิตอยู่กับการพยายามไม่เป็นหนี้ ไม่มีหน้าตาในสังคม พยายามปล่อยวางบางสิ่งที่ทำให้จิตใจร้อนรุ่ม (ทำได้ในระยะสั้นก็ยังดี)

เมื่อฟังเพลงนี้ จิตใจสบายผ่อนคลายจากความตึงเครียด ก็จะอะไรนักหนา เพลงคำเมืองที่เหมือนจะตลก แต่แอบแฝงคติสอนใจอย่างแยบยล

หนานเย็น จึงเหมือนตัวแทนบางอย่าง ที่ดูเหมือนจะแปลกแยก ไม่สนใจทุกข์ร้อน เหมือนเป็นบางอย่างที่ส่งเสียงให้เรานึกถึง บางส่วนลึกๆ ของมนุษย์ เราล้วนต้องการสิ่งที่เป็นวัตถุกันทั้งนั้น ทั้งที่ไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขถาวรเลย

บอกตามตรง ผมไม่ค่อยจะได้ฟังเพลงแนวนี้เท่าไหร่ ไม่เคยจะบอกว่ามันช่วยอะไรเราได้ ในชีวิตประจำวันผมเองก็ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสน หาเช้ากินค่ำ ขับเคลื่อนไปปร