ถ่ายภาพ นกฮูกทีม กล้อง TLR Yashica-Mat / Fujifilm 120/ iso 160 ล้าง Photobug Chiang Mai

ณ จังหวัดหนึ่ง ทางตอนเหนือ ของประเทศไทย
ยังมีครอบครัวขนาดเล็ก ที่มีเพียงชายและหญิงสองคน และหมาสีขาวหนึ่งตัวอาศัยอยู่ สิ่งมีชีวิตทั้งสามใช้ชีวิตปกติสามัญอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข (ความสุขอันหาได้ในครอบครัวขนาดเล็ก นอนหลับ กินอิ่ม) แต่วันหนึ่งก็มีเรื่องทำให้ครอบครัวนี้เปลี่ยนแปลงไป มากกว่าที่เราจะคาดคิดได้

ในเดือน กันยายน ปี 2006 ปีที่หมาบ้านตัวขาว 1 ตัวของครอบครัวขนาดเล็ก เห่าหอนต้อนรับ ดาดา หมาปั๊กตัวผู้ สีน้ำตาล วัย 3 เดือน สมาชิกใหม่ภายในบ้าน เจ็ดวันถัดมา หมาเจ้าบ้านก็ล้มป่วย นอนแผ่หลา อยู่ใต้โซฟาบุนวม สีเลือดนก ร้อนถึงเจ้าของบ้าน ผู้ที่รับเลี้ยง ดาดา ต้องพาส่งโรงพยาบาล

ในตอนแรก เจ้าบ้านทั้งสอง ชายและหญิง เข้าใจไปเองว่า คงเพราะหมาหมดอายุขัย เลยวัย 10 ปี อันมีชีวิตอยู่ของชีวิตหมา ที่ยืนหยัดทัดเทียมมนุษย์ เช่นตัวเอง

ใช่ แต่ว่ามันก็เพียงครึ่งเดียว ชีวิตหมาคงอายุขัยสั้นจู๋แค่นั้น แต่ไม่ใช่กับตัวขาว หมาบ้านวัยชราตัวนี้ หมาบ้านตัวขาวล้มป่วยด้วยเหตุอันเกิดจากหมา วัยหนุ่มที่ชื่อ ดาดา เสียมากกว่า ด้วยวันดังกล่าวของการย้ายเข้า ดาดา ทักทายหมาขาวด้วยเสียงดังก้อง เสียงหมาปั๊กไม่น่าดังขนาดนั้น เจ้าบ้านทั้งสองก็ตกใจในเสียงเห่าดังลั่นบ้าน เสียงเห่าครั้งเดียว หลังจากวันนั้น ไม่มีแม้เสียงเล็กเสียงน้อย เล็ดลอดจากเจ้า ดาดา

เมื่อหิว มันยืนจ้องหน้านิ่ง หันหน้าไปทางจานข้าว ก่อนหันกลับมาอีกครั้ง และอีกครั้ง เมื่อกินอิ่ม มันเดินไปยังที่นอนซุกหัวนอนหลับ ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อ ไม่มีการตื่น หลับไหลเหมือนตายดับ หากสังเกตช่วงเวลาแท้จริงแล้ว การนอน มักใช้เวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง ครบตามนั้นเมื่อไหร่ มันตื่น งัวเงีย เดินไปยังจานข้าว ก่อนหันกลับมาอีกครั้ง และอีกครั้ง

ชีวิตแสนสุขสบาย ในโลกหมา วนเวียนเจ็ดวัน จนวันที่หมาขาวล้มป่วย ใกล้ตายในเดือนกันยาปีนั้น เจ้าบ้านนำหมาขาวส่งโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ใกล้บ้าน มันเดินนำหน้าทั้งสามชีวิต และเห่าเสียงดังอีกครั้ง

แน่นอน ไม่มีใครสนใจ กระโดดขึ้นรถกระป๋องด้วยความรีบเร่ง
***

ภายในห้องฉุกเฉิน มีเตียงแสตนเลสและหมาขาว 1 ตัว นอนอยู่

ไฟในห้องสว่างจ้า แต่ทว่าก็สว่างเพียงเฉพาะบนเตียงแสตนเลส ด้วยเป็นหลอดนีออนเพียงหลอดเดียว นอกรัศมีส่องสว่างอีกห้อง เป็นห้องเก็บของ และอ่างล้างมือ มองเห็นคนสามคน เคลื่อนไหววูบวาบ ภายในห้อง สายตาทุกคู่จับจ้องบนตัวหมาขาว

คงต้องให้น้ำเกลือครับ หมอจะฉีดยาให้ กับให้สารอาหารนะครับ หมอบอก ก่อนหันไปทางตู้ยา หยิบเข็ม แล้วแทงเข้าสู่ก้นหมาขาว ไม่มีแรงสั่น ไม่มีการกระดุกดิก มีเพียงตาเศร้าศร้อยรอวันตายดับ

จะอยู่อีกนานไหมคะ หมอ ฝ่ายเจ้าบ้านหญิง ที่อยู่ข้างเตียงแสตนเลสกล่าวถาม น้ำตาคลอเบ้า คำตอบจากหมอเป็นแต่อาการส่ายหน้าช้าๆ คำตอบแสนง่าย แววตานิ่งเรียบ อันเคยทำมาแล้วเมื่อชั่วโมงก่อน กับคนไข้หมาพันธุ์ ลาบาดอร์ เจ้าบ้านฝ่ายชายกำข้อเท้าหมาขาว ก่อนเคลื่อนย้ายมือตัวเอง มาปาดที่แก้มด้านซ้ายของเจ้าบ้านหญิง ก่อนพูดออกมาว่า ไม่เป็นไรนะ

สิ่งมีชีวิตทั้งสาม กับรถกระป๋องคันหนึ่ง แล่นเลื่อนเคลื่อนที่ไปบนท้องถนน ยามเย็น กลับมายังบ้านของตน หนึ่งชีวิตดับสูญ หลุมขนาดกว้าง 1 เมตร ความลึก 1 เมตร ถูกขุดขึ้นหลังจากนั้นเพียงสามชั่วโมง เจ้าบ้านหญิง นำร่างหมา พร้อมผ้าห่มนวมสีชมพู ลายหมีน้ำตาล ฝังรวมด้วย หมาปั๊กสีน้ำตาล ยืนจ้องมองอยู่ห่างๆ


พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า กิจกรรมภายในบ้านเกิดขึ้นซ้ำเหมือนเช่นทุกวัน เจ้าบ้านหญิงเข้าครัว เจ้าบ้านชายง่วนอยู่กับงานสิ่งพิมพ์ที่ต้องทำส่งลูกค้าในวันพรุ่งนี้ ภาพเก่าฉายซ้ำเดิม หากแตกต่างเพียงแค่ว่า มันเคลื่อนไหวเงียบเชียบ เนิบช้า ได้ยินแม้เพียงกระดิกของเข็มวินาที บนนาฬิกาแขวนผนังภายในบ้าน มันวังเวงกว่าเดิมหลายเท่านัก


รุ่งเช้าของอีกวัน ดาดาตื่นขึ้น และเดินมาที่จานข้าวของตัวเอง หันหน้ามาทางเจ้าบ้านชายที่กำลังปั่นงานตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่เสร็จ เขาไม่ได้สนใจมันนัก


หิวแล้ว ขออะไรกินได้ไหม ดาดา พูดขึ้น เวลาบนเข็มนาฬิกา คือ 9 นาฬิกา 13 นาที ดาดา หมาปั๊กสีน้ำตาล พูดภาษาคน เป็นครั้งแรก เจ้าบ้านชายหันมามองที่มัน ก่อนทำหน้าสงสัย ดาดา ยังคงพูดขึ้นอีกครั้ง ด้วยคำพูดเดิม เจ้าบ้านชายจึงร้องตะโกนบอกเจ้าบ้านหญิงว่า หมาพูดได้ ก่อนที่หมา ดาดา จะพูดต่ออีกครั้งว่า ก็พูดได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครใคร่ฟัง ดาดา หยุดพูด ก่อนยกเท้าหน้าชี้ไปที่หลุมฝังศพหมาขาว


ความจริงเราเตือนเขาแล้ว ว่ามีอะไรก็พูดตรงๆ อย่าอ้อมค้อม หมามีสิทธิพูดในสิ่งที่ตนรู้ แต่เขาก็เลือกที่จะตายดับด้วยตัวเอง ไม่ให้เราได้อธิบายในการมาของเราแม้แต่ครั้งเดียว คนแก่มักคิดว่าตนถูกต้องเสมอ อคติในโลกหมาๆ ไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของอีกโลก โลกที่คุณสองคนอยู่กัน ดาดา พูดจบ ก็เดินไปทางเจ้าบ้านหญิงที่ถือจานข้าวอยู่ในมือ มันใช้เท้าสกิดบอกว่ามันอยากได้ เจ้าบ้านหญิงยิ้ม ก้มลง เทข้าวทั้งหมดใส่ในจานของมัน หันมาทางเจ้าบ้านชาย และทั้งสองก็พากันหัวเราะเสียงดังลั่นบ้าน
ดาดาหันหน้ามองชายหญิงทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนก้มลงจัดการข้าวที่เหลือจนหมดจาน แล้วก็เดินไปยังที่นอนของมัน ไถลตัวอันอ้วนกลมของมันลง ซุกหัวเข้าที่เดิม และหลับไหลเหมือนตายดับ เหมือนเช่นทุกวัน

หรือ "ดาดา" เป็นเพียงหมาไม่กี่ตัว ที่รู้ว่า
สิ่งใดคือเรื่องของหมา และสิ่งใดคือเรื่องของคน

นกฮูก69 19 กันยายน 2550

Comment

Comment:

Tweet

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile question question

#11 By ไพ่ออนไลน์ (61.19.66.25) on 2011-04-24 14:49

ทำไมเหมือนหมาข้างบ้านเลยว่ะ

#10 By casino online (61.19.66.49) on 2011-04-22 23:00

"แต่เขาก็เลือกที่จะตายดับด้วยตัวเอง"
ชอบประโยคนี้
big smile

#9 By C-C on 2009-05-04 18:25

เศร้าจัง อ่านแล้วคิดถึงหมาที่บ้านตัวเอง เพราะ มี 2 ตัว และ ตัวนึงก็อายุมาก ส่วนอีกตัวหนึ่งพึ่งจะครบ ขวบเอง อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้รักหมาที่บ้านขึ้นอีกเยอเลยค่ะ

#8 By ing (125.27.165.89) on 2007-11-13 23:28

อ้าว..เหมือนหมาที่บ้านเลย!!

#7 By แมวดำ (61.19.144.194) on 2007-10-15 22:10

อ๊า ปั๊กๆ ดาดา

เพราะหมามันพูดไม่ได้ เราเลยใช้ใจพูดกะมันแทน

แล้วถ้าหมามันเข้าใจเรา จะมีใครว่าเราใจหมามั๊ย


#5 By chubbyhole on 2007-09-20 09:58

อืม หมาพูดได้
โห
กลับมาแร้วววว...

#3 By on 2007-09-19 23:27

เฮ้อ....นี่เรื่องเศร้าใช่ไหม?

#2 By nyanta on 2007-09-19 22:29

หายไปนานเลยนะครับ
...
ดาดานี่มันหมาพูดได้555+

#1 By 030419 on 2007-09-19 22:12

Tags