การไปของดาดา
posted on 26 Mar 2008 01:00 by lonesome-cities in FICTION
ดาดาตื่นในกลางดึกของคืนนั้น
ทั้งเจ้าบ้านหญิงและชายต่างนอนหลับอุตุอยู่ในห้องหับส่วนบุคคล ดังนั้นท่ามกลางความมืดของคืนที่มีเดือนครึ่งดวง มันคือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในบ้านนี้ที่ตื่นอยู่
ในขณะนี้มันไม่จำเป็นต้องพูดเพราะมีเพียงมันเพียงลำพัง เมื่อหมาปั๊กไม่พูดมันกลายเป็นเพียงหมาธรรมดาตัวหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างจากหมาตัวอื่นๆ การกลายเป็นหมาธรรมดาเป็นเรื่องที่ทั้งอบอุ่นปลอดภัย และน่าหงุดหงิดใจในเวลาเดียวกัน เพราะสำหรับ หมา หมาชนิดใดย่อมเป็นหมาเหมือนกัน แต่เมื่อมันได้รับชื่อเรียก ดาดา ชื่อชนิดเดียวกับการเคลื่อนไหวของศิลปินในยุโรปต้นศตวรรษที่ยี่สิบ มันย่อมมีตัวตนในฐานะ ดาดา ไม่ใช่หมาปั๊กดาษดื่นสามัญ มันคือดาดา หมาพูดได้ นั่นให้ความภาคภูมิในอัตลักษณ์ และขณะเดียวกัน ให้ความไม่มั่นคง ใดๆทั้งสิ้น
มันเคยลอบดูหนังที่เจ้าบ้านทั้งสองเช่ามาดู หนังสัตว์โลกน่ารัก ที่เล่าเรื่องของสัตว์แสนรู้ เมื่อคนอื่นๆรู้จักความสามารถพวกเขาจะพรากสัตว์นั้นไปจากเจ้าของ โดยมากเอาไปทดลองทางวิทยาศาสตร์ ดาดาไม่เชื่อวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ มันเป็นเหตุเป็นผลและแข็งทื่อเกินไป แต่เหนืออื่นใด มันหวาดกลัวการถูกลักพา การถูกจับไปนอนพาดบนเตียงเหล็กแหวะไส้พุง แค่คิดก็ชวนให้แสยงขนแล้ว!
เป็นเรื่องยากลำบากที่จะอธิบายว่า -ทำไม- มันพูดได้ ที่จริงมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย มันก็แค่พูดได้ ในความถี่ที่หูมนุษย์ได้ยิน และบังเอิญที่มันรู้จัก การใช้ภาษชนิดเดียวกับที่มนุษย์ใช้ จะว่าไปแล้วมันถึงกับเชื่ออย่างลึกซึ้ง ว่าน่าจะมีมนุษย์บางจำพวกที่เรียนรู้ภาษาสุนัข มนุษย์ที่สามารถเห่าด้วยความถี่และหลักตรรกกะทางภาษาแบบเดียวกับหมาพันธุ์ปั๊ก พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ หรือพันธุ์บางแก้ว แน่นอน ในเมื่อกระทั่งมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกเดียวกันยังไม่สามารถสื่อสารได้ในภาษาเดียวกัน มันก็มีความน่าจะเป็นที่สุนัขตัวหนึ่ง จะรู้อีกภาษาหนึ่ง ซึ่งที่จริงมันก็ล้วนคือความแตกต่างทางการออกเสียงที่สื่อความหมายถึงสิ่งของ ความรู้สึก จุดมุ่งหมายชนิดเดียวกัน
บางคราวมันคิดใคร่เทศนาสั่งสอนผู้คนด้วยซ้ำ ด้วยว่าจากมุมมองของสุนัข (ซึ่งมีขนาดสมอง ความสามารถในการรับรู้ และการทำความเข้าใจเหตุและผลด้วยหลักคิดคนละชุดกับมนุษย์) มันรู้สึกความคิดการกระทำ ความรู้สึกของมนุษย์นั้น น่าหัวเราะหัวใคร่ยิ่ง แทบจะติดไปทางน่าสมเพชเสียด้วยซ้ำ มนุษย์ยึดติดกับความรัก และบ้าคลั่งความตาย บางทีนั่นอาจเพราะพวกเขาสืบพันธุ์กันได้ทั้งสิบสองเดือน อีกทั้งยังมีชีวิตยาวนานเกินไปก็เป็นได้
แน่ละ มันเพิ่งมีอายุสามเดือน สำหรับพวกมนุษย์ ในอายุสามเดือนมนุษย์ไม่สามารถกระทั่งพูดได้ด้วยซ้ำ ในทางหนึ่ง มนุษย์อายุสามเดือน ไม่แตกต่างอะไรจากหมาปั๊ก เมื่อหิวก็ร้องหาอาหาร ไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้เลยด้วยซ้ำ ไร้ค่าถึงเพียงนั้น !
และมันนึกถึงเจ้าบ้านชายหญิง หนุ่มสาวชาวมนุษย์ผู้รับสมอ้างครอบครองเป็นเจ้าของมัน แน่ล่ะ(มันคิดว่ามันกำลังเสพติดคำแสดงความหมายว่าใช่ แต่ไม่คำนี้) มนุษย์ทั้งคู่ให้ข้าวให้น้ำกับมัน ให้ที่พักอาศัยหลับนอน คอยดูแลอาบน้ำอาบท่า แต่นั่นคือความเขลาประการหนึ่งของพวกมนุษย์ละ พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสิ่งต่างๆ การได้ครอบครองทำให้พวกเขารู้สึกมีเสรีภาพ แต่ที่แท้มันคือการติดกับประเภทหนึ่ง และดาดาคิดว่ามันจำต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
ดังนั้นท่ามกลางแสงเดือนครึ่งดวง อันซีดเศร้า ดาดา ตัดสินใจจะไปจากที่นี่ ด้วยว่ามันเป็นสุนัข หาใช่มนุษย์ไม่ มันจึงไม่จำเป็นต้องเก็บกระเป๋า กล่าว่าอะไรง่าวๆ (แบบที่พวกมนุษย์ชอบทำยามต้องพลัดพรากจากกัน) ไม่มีสัมภาระ ไม่มีความหลัง ปราศจากแผนการ ไร้ความหวาดกลัว ในอนาคตที่มองไม่เห็น ชีวิตของหมาในทางหนึ่งนับว่าเสรีภาพยิ่ง
แน่ะล่ะ ! มันลืมความจริงไปข้อหนึ่ง
นับจากมันลืมตาดูโลก จนถึงตอนนี้ มันไม่เคยรู้จักสถานที่ใดมากไปกว่ากรงเหล็กประหลาดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และบ้านหลังนี้ โลกทั้งใบข้างนอกคือความมืดบอดอันสิ้นเชิง
แต่ในเมื่อมันเป็นสุนัขไม่ใช่มนุษย์ ความมืดบอดจึงเย้ายวนยิ่ง โลกข้างนอก (ที่มันมีเพียงจินตนาการอันแยกขาดจากความจริงทุกรูปแบบ) กวักมือเรียกหามัน ไม่เลยมันไม่รับรู้ อื่นใด เพียงใช้ขาทั้งสี่อันมุ่งมั่นก้าวผ่านประตูรั้วเหล็กดัด ออกมา ยืดหดตัวเล็กน้อย ก็ลอดออกมาได้ อากาศกลางคืนเย็นชื้น กระอายความร้อนกรุ่นลอยขึ้นจากพื้นถนนคอนกรีตหน้าบ้าน มันทำจมูกฟุตฟิตสูดกลิ่นสดชื่นของความมืด ตั้งใจฟังเสียงของกลางคืนที่มันไม่เคยได้ยินชัดขนาดนี้มาก่อน แล้วการเดินทางของดาดา ก็เริ่มต้นขึ้น ง่ายดายเพียงนี้ น่าตื่นเต้นเพียงนี้ ลึกลับเพียงนี้ และ มืดดำเพียงนี้ เงาเตี้ยๆของมันยืดยาวออกไปในแสงซีดเศร้าสร้อย แสงจันทร์คือสิ่งแรกที่ประทับตรึงในดวงตามัน
การเดินทางของดาดา ......
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
โดย : FILMSICK
edit @ 26 Mar 2008 01:05:51 by คนหนุ่มหนึ่ง

#1 By illman on 2008-03-26 02:43