ความตายของมาร์แซล

posted on 12 Jul 2008 12:00 by lonesome-cities in FICTION

 

... 


สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่าน ติดตามอ่านเรื่องดาดา ตามลำดับดังนี้

ดาดา ตอนที่ 1 โดย นกฮูก 69

ดาดา ตอนที่ 2 โดย filmsick


...

 

ศพหมากับศพคน มีค่าเท่ากันหรือเปล่า ดาดายืนมองสภาพที่เกิดเหตุแล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมา

แสงไฟสีแดงจากไซเรนของรถตำรวจและรถหน่วยกู้ภัยกำลังกระพริบวูบวาบ ผู้คนเริ่มทะยอยมามุงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ดาดาได้ยืนอยู่ด้านหน้าสุด จึงมองเห็นสภาพความตายได้ชัดเจนที่สุด เพราะมันมาถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรก ... อืม! ... ตัวแรก

มันเริ่มออกเดินทางจากบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ตอนปลายเดือนมีนาคม เวลาผ่านมานานกว่า 4 เดือนแล้ว จนมาถึงคืนนี้ คืนที่ฝนตกลงมาอย่างหมากับแมว มันกำลังเดินตุหรัดตุเหร่ โซซัดโซเซไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงชานเมืองกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

เสียงดังโครมราวกับฟ้าผ่าลงมากลางหัว ทำให้มันสะดุ้งสุดตัว เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมอง มันก็เห็นรถตู้คันหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า

รถตู้คันหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า คงไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร ถ้าเครื่องไอพ่นของเครื่องบิน จู่ๆ ก็หล่นจากฟ้าได้ และถ้าหมาปั๊กตัวหนึ่งสามารถพูดได้ จริงไหม?

เสี้ยววินาทีต่อมา รถตู้ก็ตกกระทบกับพื้นถนนด้านล่าง ส่งเสียงดังโครมราวกับฟ้าผ่าลงมาเป็นครั้งที่สอง สิ่งที่เคยเป็นผู้คนภายในรถ ถูกแรงโน้มถ่วงของโลกกระทำ ให้แปรสภาพกลายเป็นเพียงเศษชิ้นเนื้อและของเหลว กระเด็นกระดอน กระจัดกระจายออกมาจากตัวรถ

ระหว่างการเดินทางไกลมาหลายเดือน ด่าดาเคยเห็นความตายแบบนี้มาแล้ว ทั้งของหมาและคน แต่ครั้งนี้ถือเป็นความตายที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่า

"ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ และได้มายืนอยู่ด้วยกันกับมันที่นี่ ตอนนี้ คืนนี้ เธอจะมีความคิดเห็นว่าอย่างไร?" ดาดาคิดในใจ  

"เธอ" เป็นหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์พันธุ์แท้ เธอตัวสูงกว่า ช่วงขายาวงามสง่า มีจมูกแหลมกว่า ดวงตาแหลมคมและสดใส ขนสีน้ำตาลที่ดกและหนานุ่ม ในด้านกายภาพ เธอกับดาดาแตกต่างกันทุกอย่าง แต่สถานการณ์ของทั้งคู่นั้นเหมือนกัน คือต่างก็หนีออกจากบ้านมาเหมือนกัน

ดาดาเจอกับเธอตั้งแต่เมื่อเริ่มออกเดินทางมาได้ 2 วัน ที่หน้าศูนย์การค้าใหญ่โตชานเมืองเชียงใหม่ เธอพูดไม่ได้แบบดาดา ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถบอกชื่อจริงที่เจ้าของเธอตั้งไว้ให้ ดาดาจึงตั้งชื่อให้เธอเองว่า "มาร์แซล"

มาร์แซลไม่ได้ตกใจจนขาดใจตาย เหมือนกับเพื่อนหมาตัวอื่นๆ เมื่อรู้ว่าดาดาพูดได้ เพียงแค่รู้สึกอิจฉาที่ดาดาสามารถสื่อสารความคิดของตนออกมาด้วยภาษาที่ซับซ้อน ในขณะที่ตัวเธอเองก็คิดได้เหมือนกันนั่นแหละ แต่กลับสื่อสารออกมาได้เพียงเสียงเห่าและเสียงคราง จึงไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ดาดากลับอิจฉามาร์แซล เพราะตัวมันเองเป็นหมาปั๊กที่อ้วนอุ้ยอ้าย หัวโต หน้ากลมใหญ่ จมูกสั้น เหมือนหมาปัญญาอ่อน ตาโปนออกมาราวกับถลนออกนอกเบ้าได้ทุกเมื่อ แขนขาสั้นจนน่าสมเพช เวลาเดินแต่ละก้าวก็ดู "กระดุ๊กกระดิ๊ก" เหมือนพวกตัวการ์ตูนแซนริโอที่พิกลพิการ

หมาอย่างเรานี่ก็ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีเลยจริงๆ

ดาดาเอ่ยถามมาร์แซล ว่าทำไมหมาที่หรูหราไฮโซอย่างเธอ ถึงต้องหนีออกมาจากบ้าน เธอตอบมาด้วยเสียงเห่าสองครั้ง แล้วทำหน้าแสยะ สำหรับหมาๆ ด้วยกัน นั่นคือการแสดงความรู้สึกรังเกียจ เธอไม่ได้รังเกียจดาดา แต่ดูเหมือนเธอจะรังเกียจชีวิตของเธอเอง

เธอพยักเพยิดหน้าให้ดาดาหันไปดูรถสองแถวที่จอดเรียงคิวกันอยู่หน้าศูนย์การค้าเพื่อรอรับผู้โดยสาร เห็นคนขับคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มที่ดูทรุดโทรม ระหว่างที่กำลังรอคิวผู้โดยสาร เขานั่งสูบยาเส้น ระบายควันออกมา แล้วมองไปยังท้องถนนเบื้องหน้าอย่างสิ้นหวัง

เธอพยักเพยิดหน้าให้ดาดาหันไปมองเด็กจรจัดกลุ่มหนึ่ง ตัวผอมแห้ง ผิวดำไม่รู้ว่าเพราะแสงแดดหรือเพราะฝุ่นควัน เสื้อผ้าขาดวิ่น พวกเขากำลังวิ่งไปมา เพื่อแบมือขอเงินคนที่กำลังเดินเข้าไปในศูนย์การค้า

เธอพยักเพยิดหน้าให้ดาดาหันไปมองหญิงชราคนหนึ่ง กำลังก้มลงควานหาแก้วน้ำและขวดพลาสติกในถังขยะที่ตั้งอยู่หน้าศูนย์การค้า เธอหยิบแก้วน้ำที่ยังเหลือน้ำอัดลมอยู่ก้นแก้วขึ้นมาดูดจนหมด โยนมันลงในถุงกระสอบปุ๋ยใบใหญ่ แล้วก็เดินลากถุงใบนั้นไปยังถังขยะใบถัดไป

น่าสงสารชะมัด ดาดาคิดในใจ

ชาตินี้ได้เกิดเป็นหมาปั๊ก หรือเป็นหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ อาจจะนับว่าโชคดี หรือมีบุญสั่งสมมามากกว่าการไปเกิดเป็นคนพวกนี้

อย่างน้อยก็มีบ้านให้อยู่ มีข้าวให้กิน งานการไม่ต้องทำ ถ้าได้เจ้าของดีๆ บางทีอาจจะได้ไปนอนบนเตียงเดียวกัน ได้กินอาหารแบบเดียวกัน ถ้าไม่สบายก็พาไปหาหมอ แถมวันดีคืนดี มีคนเขียนหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับหมาๆ อย่างเราด้วยซ้ำ ดาดาเคยเดินผ่านร้านหนังสือ มันเห็นปกหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นรูปหมาพันธุ์ลาบราดอร์ตัวใหญ่ ส่งยิ้มกว้างให้กับผู้อ่าน

จะเท่แค่ไหนนะ? ถ้าวันหนึ่งมีคนเขียนหนังสือเรื่องของมัน และเอารูปมันมาขึ้นบนปกแบบนั้นบ้าง

หมาปั๊กพูดได้! ตัวแรกและตัวเดียวของโลก มันนึกจินตนาการไปเป็นตุเป็นตะ

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยตามลมมาแตะจมูก เรียกมันให้กลับมาสู่ปัจจุบันขณะ มันมองเห็นตำรวจเข้าไปลากตัวชายคนขับออกมาจากซากรถตู้ที่แหลกเหลว เขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ส่วนผู้โดยสารที่เหลืออีกนับสิบคน ถูกปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ต้องนำพลั่วมาตักเศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายไปทั่วท้องถนนเพื่อนำมาใส่ถุงดำ

คนมามุงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนนำกล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้ แสงแฟลชสว่างวูบวาบแข่งกับแสงไฟจากไซเรนรถตำรวจ ราวกับเห็นว่ากระดูก เลือด และเศษเนื้อ เป็นมหกรรมความบันเทิงทางสายตา

ภาพความตายตรงหน้าทำให้ดาดานึกไปถึงภาพความตายของมาร์แซล

ในวันนั้น พวกมันเดินทางไปตามทางหลวง มาจนเกือบถึงจังหวัดนครสวรรค์

"โฮ่ง" เสียงเห่าของมาร์แซลดังมาจากข้างหลัง เรียกให้ดาดาหันกลับไปมอง ก็เห็นมาร์แซลถูกทิ้งให้อยู่รั้งท้ายห่างออกไปไกลโข

ดาดาสังเกตเห็นว่ามาร์แซลเริ่มเดินกระเผลก ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางร่วมกันมา และอาการดูเหมือนว่าจะหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ

มาร์แซลเจ็บปวดจนเดินแทบไม่ไหวในตอนกลางวัน ส่วนในตอนกลางคืน ก็ต้องนอนเลียขาตัวเอง แล้วร้องไห้ครวญครางโหยหวน

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มาร์แซลเดินด้วยขาหน้าเพียง 2 ขา ลากเอาขาหลังให้ถัดถูไปกับพื้นถนน จนทำให้เกิดแผลถลอกที่ลุกลามขยายวงกว้าง น้ำเลือดและน้ำเหลืองไหลไปตามทางเดิน

กระดูกขาหลังได้หลุดออกจากเบ้ากระดูกสะโพกไปแล้ว อาการเจ็บป่วยแบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มันเป็นลักษณะด้อยที่ถูกส่งผ่านมาทางพันธุกรรม เมื่อมนุษย์กำหนดลักษณะสายพันธุ์แท้ๆ ของหมาพันธุ์นี้เอาไว้ และนำพวกมันมาผสมกันในสายเลือดเดียวกันมาเรื่อยๆ หลายชั่วอายุคน ... อืม! ... หลายชั่วอายุหมา ลักษณะด้อยนี้ก็ค่อยขยายวง และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

ดาดาเดินย้อนกลับไปตามเสียงเรียกหา พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษ ที่มันเอาแต่เดินอย่างใจลอย ไม่คอยดูแลมาร์แซลในฐานะเพื่อนคู่หูในการเดินทาง

มาร์แซลไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอพูดไม่ได้ เธอเพียงแค่มองจ้องเข้ามาในตาโปนๆ ของดาดา

หลังจากที่ได้พบเจอกันวันแรก พวกมันก็ออกเดินทางไปด้วยกัน ค่ำไหนก็นอนนั่น เจออะไรในถังขยะก็กินๆ เข้าไปเพื่อให้มีเรี่ยวแรงในการเดินทาง

พวกมันไม่รู้หรอกว่ากำลังเดินทางไปไหน แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเดินทางออกมาไกลเท่าไร พวกมันกลับยิ่งเข้าใจถึงเหตุผลเริ่มต้น ว่าทำไมพวกมันต้องออกเดินทาง

มาร์แซลออกเดินทางไกลจากเชียงใหม่จนถึงนครสวรรค์ เพื่อหนีให้พ้นชีวิตเทียมๆ ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาด้วยการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน

สิ่งสุดท้ายที่เธอยังหนีไม่พ้น คือร่างกายที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรม ที่ถึงแม้ภายนอกจะหรูหรา สวยงาม ไฮโซ แต่เธอได้เรียนรู้จากการเดินทางแล้ว ว่าโลกนี้มีอะไรที่จริงแท้มากกว่านั้น

กลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากแผลที่ขาหลัง ดาดาจะก้มลงไปช่วยเลียแผลให้ แต่มาร์แซลชักขาหลังกลับไป

เธอใช้ขาหน้าลากลำตัวและขาหลังที่เหวอะหวะ ออกไปนั่งอยู่กลางถนนหลวง แล้วก็หันกลับมามองดาดา

สายตาของมาร์แซลแว้บนั้น ราวกับสามารถล้วงลึกเข้ามาถึงจิตใจ จิตใต้สำนึก ถึงตับไตไส้พุง และถึงระดับเซลล์ทุกอณู

สายตาแว้บนั้นบอกดาดาว่าการเดินทางของมาร์แซลคงจะต้องสิ้นสุดลงเสียที

ภาพของชายคนขับรถสองแถว เด็กจรจัด และหญิงชราเก็บขยะ ที่มาร์แซลพยักเพยิดให้ดู ในวันที่พวกมันเจอกันครั้งแรกตรงหน้าศูนย์การค้าในจังหวัดเชียงใหม่ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของดาดา

อีกเพียงอึดใจต่อมา ก็เกิดเสียงดังโครมราวกับฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า พลังงานจลน์มหาศาลจากรถกระบะคันหนึ่ง ก็แปรสภาพร่างกายของมาร์แซลให้กลายเศษเนื้อและของเหลว

โมเมนตัมจากการชน ส่งให้สิ่งที่เคยเป็นมาร์แซลกระเด็นกระดอน กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณนั้น

"ไอ้แม่เช็ด!!" เสียงสบถดังลั่นออกมาจากรถกระบะคันนั้น แล้วขับต่อไปจนลับสายตา

ผู้คนเริ่มทะยอยมามุงกันมากขึ้นไปอีก ผู้โดยสารนับสิบคนในรถตู้คันนั้นชื่ออะไรบ้าง ดาดาไม่สนใจใคร่รู้เลยสักนิด แต่การตายของคนพวกนี้ ทำให้ดาดานึกถึงเพื่อนคู่หูร่วมเดินทางที่ชื่อ "มาร์แซล"

หมาปั๊กตัวล่ำ หน้ากลม จมูกสั้น ตาโปน ขาสั้น เดินกระดุ๊กกระดิ๊ก เหมือนตัวการ์ตูนแซนริโอ้ที่พิกลพิการ ค่อยๆ เลือนหายไปจากบริเวณนั้น


...


the aesthetics of loneliness

Comment

Comment:

Tweet

ชมกับเจ้าตัวไปแล้ว อต่เข้ามาชมในนี้อีกที ยิ่งเราไต่อก็ยิ่งเห็นว่าเขี้ยวลากดินกันขึ้นทุกที

มีนต้องแบบนรี้สิครับ พี่น้อง

อนึ่ง ผมอ่านเห็นเป็นปกตินะครับ ไม่ได้กองขวา ไม่แน่ใจว่าแก้ยัง ไม่งั้นเดี๋ยวผมแก้ให้ครับopen-mounthed smile Hot!

#5 By filmsick on 2008-07-16 12:32

เยี่ยมยอดครับHot!

#4 By นกฮูกดีไซน์ on 2008-07-16 12:09

มีใครรู้บ้างว่าทำไมตัวฟอนต์มันไปกองกันอยู่ด้านขวาหมดแบบนี้อ่ะ อ่านยาก

embarrassed

#3 By T-A-O-L (222.123.231.235) on 2008-07-15 07:11

surprised smile

#2 By ปลาวาฬ on 2008-07-13 18:07

เอาหละ ผมทั้งอิจฉาดาดาและมาร์เซลที่มันสื่อความคิดออกมาจนเป็นเรื่องได้ แล้วชายไร้หน้าตัวละครต่อไปของผมหละ
เอาหละ วันสองวันนี้จะพยายามอัพๆๆๆ

#1 By NP (61.7.138.82) on 2008-07-13 03:45

Tags