วิญญาณในป่าไม้เลื้อย
posted on 17 Jul 2008 19:01 by lonesome-cities in FICTIONตัวละครชายในรถตู้
อ่านตอนก่อนหน้า
ตอนที่ 1 รถตู้คันสุดท้าย
ตอนที่ 2 เศษกระจกจากภาวะการล่องหนของคนขับรถตู้
ตอนใหม่
วิญญาณในป่าไม้เลื้อย
โดย นฆ ปักษนาวิน
ตอนที่ 3.1 ทวิภาคของกายและวิญญาณ
31 มีนาคม วันที่ดาดาเดินทางออกมาจากบ้าน ดาดารู้ดีว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของเรอเน เดสการ์ต นักคณิตศาสตร์และปรัชญาผู้ลุมาแต่ชาติฝรั่งเศส เช่นเดียวกันกับมารดาของปาริสุทธิ์ มาเกอริต ดูรา ส์ เจ้าชายเดอ บรอยล์ รวมถึงสุนัขเพศเมียตัวหนึ่งที่มีชื่อว่าคาเรนนิน
ดาดาจินตนาการไปในอดีตเมื่อสามร้อยหกสิบปีก่อน ขณะที่สุนัขของเดสการ์ต (หากกว่าเขาเลี้ยงสุนัข) กำลังมองถาดอาหารของตัวในค่ำคืนงานเลี้ยงอวยพรวันเกิดของเจ้านาย สุนัขตัวนั้นรู้เหมือนที่ดาดารู้ว่าอีกสามร้อยหกสิบปีต่อมา เดสการ์ตคือผู้มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงโลกด้วยระบบแห่งเหตุผล เขาวางพื้นฐานให้แคลคูลัส เพื่อใหเซอร์ ไอแซค ้นิวตันค้นพบกลศาสตร์แบบนิวตัน จิตถูกแยกออกจากวัตถุ เราเรียนรู้ที่จะควบคุมสรรพสิ่ง พระเจ้าจึงถูกแยกออกจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และหลังจากนั้นเราทุกคนก็ลุ่มหลงในกระบวนทรรศน์ของวิทยาศาสตร์แบบนั้น มันเติมเต็มแนวคิดมนุษยนิยมให้แก่เรา -โอ ความโง่เขลาเปล่าเปลืองของเอนไลเทนเมนต์และโมเดิร์นนิสต์
ด้วยทฤษฎี dualism (ทวินิยมระหว่างร่างกายและวิญญาณ) ของเดส์การ์ต กล่าวว่ามนุษย์ประกอบขึ้นด้วยกายและจิต กายถูกควบคุมโดยจิต เพราะกายของมนุษย์นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวตามหลักฟิสิกส์ แต่เราทุกวันนี้รู้ว่าเดส์การ์ตพลาดไปเพราะชีววิทยาระบบประสาทในสมัยศตวรรษที่ 17 นั้นยังเพิ่งเริ่มต้น ในสมัยนั้นเชื่อว่าจิตนั้นสถิตอยู่ ณ ต่อมไพเนียลในสมอง เดสการ์ตกล่าวว่าสัตว์เว้นแต่มนุษย์ไม่มีจิตเพราะมันเหล่านั้นไม่มีต่อมไพเนียล เหลาสัตว์ทั้งมวลจึงล้วนไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นมนุษย์ ตามทฤษฎีของเดส์การ์ต สัตว์จึงเป็นเพียงจักรกลที่เคลื่อนไหวได้ - Machina animata วัวจึงเป็นจักรกลที่ให้นมได้ สุนัขจึงเป็นเพียงจักรกลที่มีไว้ดูเล่น
ดาดาคิดว่าในวันนั้นเอง สุนัขของเดสการ์ตจึงขับตัวเองออกจากบ้าน ด้วยเหตว่าสุนัขที่มีความคิดย่อมไม่มีที่ใดเหมาะสมที่จะอยู่ในโลกของมนุษย์ ในยุคสมัยของเดส์การ์ต ยุคของคำกล่าว --ฉันคิดฉันจึงมีอยู่-- นั้นได้ถูกสงวนไว้ให้สำหรับมุนุษย์ ;สัตว์ที่ถูกขับออกจากสวรรค์ของพระเจ้าเท่านั้น
และด้วยเหตุผลทำนองนั้น ดั่งเป็นการเพื่อไว้อาลัยแด่สุนัขของเดสการ์ต ดาดาจึงเลือกเอาวันที่31 มีนาคมเป็นวันเดินทางออกจากบ้าน...
ตอนที่ 3.2 ทวิภาคของคลื่นและอนุภาค
ซากรถตู้ถูกลากเข้าที่โรงพัก ก่อนจะถูกลากไปทิ้งร้างกลางป่า พวกไม้เลื้อยยื่นระยางค์เข้ามาจับจอง หกเดือนผ่านไปซากรถตู้ก็ถูกปกคลุมเป็นส่วนหนึ่งของป่าไปจริงๆ เช่นเดียวกับตัวผม - ร่างกลวงเปล่าที่ยังวนเวียนอยู่กับเศษกระจก และซากรถตู้ คันนี้
เศษกระจกบางบานนั้นคล้ายสื่อสารกับตัวผม มนุษย์ประกอบขึ้นด้วยกายชีวภาพที่กอรปขึ้นด้วยเซลล์จำนวนมหาศาลกับจิตหรือความรู้สึกนึกคิดนั้นก็คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นผลมาจากการทำงานของระบบไฟฟ้าเคมีในประสาทส่วนกลาง เมื่อมนุษย์ตายดับ เซลล์ทั้งหลายหยุดทำงาน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็แปรกระจายถ่ายเป็นพลังงานอื่นๆในโลก -แต่ไม่ใช่สำหรับตัวผม ห้วงความรู้สึกนึกคิดของผมยังอยู่เป็นกลุ่มก้อน -- cogito ergo sum ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่ -- วาทะโด่งดังของเรเน เดสการ์ต สะท้อนเข้ามาในห้วงความคิด
ผมเข้าใจว่าเพราะเหตุนี้ ผมจึงดำรงอยู่ในมิติหนึ่ง ในป่าที่อาจจะมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของห้วงแห่งความรู้สึกนึกคิดก็เป็นได้ ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ ผมมีเพียงร่างกลวงและความทรงจำที่อาจกำลังเลือนหาย กับกระแสความรู้สึกนึกคิดที่ถูกกระตุ้นโดยพลังงานแสงจากแผ่นกระจก
เวลากลางวัน - ผมไม่ชอบเวลากลางวัน แม้ป่านี้จะมืดครื้มตลอดวัน แต่ก็มีบางช่วงที่แสงสะท้อนจากกระจกนั้นแรงกล้า คลื่นแสงในย่านความถี่นั้นกระตุ้นความทรงจำด้านร้ายให้ออกมาโบยตี --ในวัยเด็กผมจำได้ว่าเคยใช้มีดกรีดตัวกบเป็นๆ ตอนนั้นผมไม่คิดว่ากบจะมีความเจ็บปวด เหมือนกับที่เดส์การ์ตเคยคิดว่าสัตว์นั้นมีเพียงกาย จึงไม่มีความเจ็บปวด ใดใด) และความทรงจำนี้เองได้เหนี่ยวนำให้ความเจ็บปวดถูกดึงออกมา--ความเจ็บปวดที่ผมเคยได้รับ ถูกดึงไหลวนไปทั่ว ความเจ็บปวดถูกขยายให้ชัดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่ยังมีร่างกายอยู่เสียอีก
--หากคุณสงสัยว่าชีวิตว่าความตายเป็นอย่างไร สิ่งนี้คงพอเทียบเคียงได้กับคำว่านรก ต่างจากแสงจันทร์ในเวลากลางคืน มันอ่อนโยนเหมือนมารดาโอบอุ้มกระแสความทรงจำส่วนดีให้เรารู้สึกอิ่มเอิบ --ใช่แล้ว นั่นคือ สรวงสรรค์
a rock feels no pain, and an island never cries
โดยส่วนมาก ในช่วงเวลา 6เดือนที่ผ่านมา นรกของทุกวันสำหรับผมก็คือ การถวิลหา เธอ ความเจ็บปวดที่ผมทำร้ายเธอด้วยถ้อยคำโง่ๆ ที่ผมไม่เคยเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ และเธอร่ำลาผมด้วยเสียงกรีดร้อง ในวันสุดท้ายที่เราจากกัน นั่นเป็นวาระของจิตสุดท้าย ของผม มันมีพลังงานกล้าแข็ง ไหลเวียนอยู่ในห้วงความรู้สึกนึกคิด และเมื่อความรู้สึกนึกคิดของเราเปรียบเท่ากับพลังงาน เราก็จะเข้าใจว่าก้อนหินจะมีความเจ็บปวดในแบบของมัน และเกาะห่างไกลนั้นก็ร่ำไห้ในแบบของมันเช่นกัน
เมื่อยามกลางคืนมาถึง เวลาที่ดวงวิญญานของผมไฝ่คอย เวลาที่แสงของกลางคืนได้นำพาสรวงสวรรค์แห่งความทรงจำแสนสวยงามที่เรามีต่อกัน ให้เคลื่อนคล้อยมาอยู่ในร่างกลวงๆ ของผม ร่างที่พำนักพักพิงอยู่ในซากรถตู้ไม้เลื้อย
ช่างเบาหวิวถึงเพียงนั้น และช่างหนักอึ้งได้ถึงเพียงนั้น
---ในบ่ายอันเงียบสงบ เราทั้งสองอ่านหนังสือกันเงียบๆในห้องที่แสงโปร่ง หนังสือที่เธอต่างซื้อจากร้านหนังสือเก่า ร้านนั้น ความทรงจำถึงหนังสือเหล่านั้นช่างลางเลือน ผมจำไม่ได้ว่าเราอ่านหนังสือของใครกันบ้างห้วงเวลาแบบนั้นผมมีความสุขเพียงได้ลอบมองเธออ่านหนังสือ เมื่อรู้สึกว่าออกจะมากเกินไป ผมก็ได้แต่เฉไปใช้สมาธิสำรวจตรวจตราหนังสือเก่าเหล่านั้น บางหน้ามันถูกขีดเส้นใต้ หรือมีรอยปากกาวาดวงตรงประโยคสำคัญ ผมจึงด่ำคิดไปถึงเจ้าของร่องรอยเหล่านั้น ถึงวินาทีที่พวกเขาอ่านมัน นาทีที่พวกเขาเจอประโยคประทับใจจนต้องวงเอาไว้ ถึงสีหน้าที่เขายิ้มกับตัวเองด้วยความพึงพอใจ ถึงหยดน้ำตาที่พวกเขามีให้กับตัวละคร
หนังสือเก่าทุกเล่มต่างมีประวัติศาสตร์ส่วนตัวเป็นของมันเอง ประวัติศาสตร์สำคัญนั้นปรากฎอยู่ในหน้าแรก บางคนเขียนชื่อตัวเองไว้ ประกาศอำนาจและสิทธิ์ขาดในการตีความ ในการวงหรือการทำขีดเส้นใต้ ที่มีอยู่เหนือผู้เขียน
นอกไปจากคำอุทิศของนักเขียน นักอ่านบางคนก็เขียนคำอุทิศของตัวเองเช่นกัน โดยเฉพาะกับนิยายรัก เมื่อหนังสือเล่มนั้นถูกมอบให้นักอ่านอีกคนในฐานะของขวัญ
ผมเคยซื้อหนังสือเล่มหนึ่งให้เธอเช่นกัน --จากร้านหนังสือเก่าที่เธอชอบไปแวะเวียนพนักงานในร้านหนังสือนั้นชื่อว่าชูมาน ชื่อบนเข็มกลัดที่ผ้ากันเปื้อนของเธอบอกเช่นนั้น
ผมถามเชิงปรึกษาว่าจะซื้อหนังสือเล่มไหนให้เธอดี -- น่าแปลก--อาจเป็นหนังสือของเสนีย์ หรือศรีบูรพา หรืออาจจะเป็นสุวรรณี ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว ผมจำได้ในหน้าว่างๆ ของกระดาษรองปก ผมเขียน ถ้อยความนี้ลงไป
a rock feels no pain, and an island never cries เพื่อมอบมันแด่เธอ
หรืออาจจะไม่ใช่ข้อความนั้น ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่ ณ ในป่าร้างแห่งนี้ ผมเชื่อว่าผมเขียนข้อความนั้นลงไป
ณ เวลานี้ ผมเป็นเพียงคลื่นความทรงจำที่ตกค้างอยู่ในป่า เป็นประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่า ชีวิตผมก็คงเป็นเส้นใต้หรือวงกลมที่ถูกเขียนลงในชีวิตของเธอ เป็นข้อความที่เธอทำเครื่องหมายไว้ด้วยรอยน้ำตา ไม่แน่ว่าเธออาจฉีกหน้าเหล่านั้นทิ้งไปแล้วก็ได้
เวลาล่วงเข้าเจ็ดเดือน ผมจึงรู้กฎเกณฑ์เพิ่มเติมบางอย่างของป่าร้างแห่งนี้ แต่เดิม เรารู้จักแสงในฐานะของคลื่นแสง ไอสไตน์พิสูจน์ว่าโดยปรากฏการณ์โฟโต้อิเลกทริก แสงไม่ใช่คลื่นแต่เป็นอนุภาคที่มีพลังงาน เจ้าชายเดอ บรอยด์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสจึงเสนอแนวคิดว่า ถ้าแสงเป็นคลื่นที่แสดงคุณสมบัติเป็นอนุภาคได้ สิ่งที่เป็นอนุภาคก็ควรแสดงสมบัติเป็นคลื่นได้ เรียกว่ามีทวิภาคของคลื่นและอนุภาค
ตัวผมเองในร่างกลวงนี้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงนี้ แสดงลักษณะของอนุภาคที่จับต้องได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้าคุณมีสิ่งสะท้อนอนุภาคของตัวผม ผมก็อาจแสดงภาพบางอย่างให้คุณดูได้ -- ถ้าคุณจะมีสิ่งนั้น-- แน่นอน มันคือกระจก กระจกทีชายไร้หน้าคนนั้นทิ้งไว้แก่ผม
กระจกที่ให้ทั้งพลังงานแสงหล่อเลี้ยงคลื่นความรู้สึกนึกคิด เป็นหน้าต่างของนรกและสวรรค์ และตอนนี้กระจกอาจจะสะท้อนภาพของความรู้สึกนึกคิดของผมออกมาได้

--สุนัขพันธ์ปั๊กตัวหนึ่งกำลังเฝ้ามองเศษกระจกเหล่านั้น...
ปล. ภาพถ่ายข้างบนเป็นภาพถ่ายในชุด ghost story โดยศิลปิน กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ด้วยความพ้องพอเหมาะกับเรื่องชายไร้หน้ากับรถตู้ งานเขียนข้างบนจึงมีแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากภาพถ่ายชุดนี้
ปล.2 คาเรนนิน สุนัขของเทเรซาจากเรื่องความเบวหวิวเหลือทนแห่งชีวิจ ของคุนเดรา
-18 กรกฎาคม 2551

#1 By @พักใจ on 2008-07-17 20:04