FICTION


ถ่ายภาพ นกฮูกทีม กล้อง TLR Yashica-Mat / Fujifilm 120/ iso 160 ล้าง Photobug Chiang Mai

ณ จังหวัดหนึ่ง ทางตอนเหนือ ของประเทศไทย
ยังมีครอบครัวขนาดเล็ก ที่มีเพียงชายและหญิงสองคน และหมาสีขาวหนึ่งตัวอาศัยอยู่ สิ่งมีชีวิตทั้งสามใช้ชีวิตปกติสามัญอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข (ความสุขอันหาได้ในครอบครัวขนาดเล็ก นอนหลับ กินอิ่ม) แต่วันหนึ่งก็มีเรื่องทำให้ครอบครัวนี้เปลี่ยนแปลงไป มากกว่าที่เราจะคาดคิดได้

ในเดือน กันยายน ปี 2006 ปีที่หมาบ้านตัวขาว 1 ตัวของครอบครัวขนาดเล็ก เห่าหอนต้อนรับ ดาดา หมาปั๊กตัวผู้ สีน้ำตาล วัย 3 เดือน สมาชิกใหม่ภายในบ้าน เจ็ดวันถัดมา หมาเจ้าบ้านก็ล้มป่วย นอนแผ่หลา อยู่ใต้โซฟาบุนวม สีเลือดนก ร้อนถึงเจ้าของบ้าน ผู้ที่รับเลี้ยง ดาดา ต้องพาส่งโรงพยาบาล

ในตอนแรก เจ้าบ้านทั้งสอง ชายและหญิง เข้าใจไปเองว่า คงเพราะหมาหมดอายุขัย เลยวัย 10 ปี อันมีชีวิตอยู่ของชีวิตหมา ที่ยืนหยัดทัดเทียมมนุษย์ เช่นตัวเอง

ใช่ แต่ว่ามันก็เพียงครึ่งเดียว ชีวิตหมาคงอายุขัยสั้นจู๋แค่นั้น แต่ไม่ใช่กับตัวขาว หมาบ้านวัยชราตัวนี้ หมาบ้านตัวขาวล้มป่วยด้วยเหตุอันเกิดจากหมา วัยหนุ่มที่ชื่อ ดาดา เสียมากกว่า ด้วยวันดังกล่าวของการย้ายเข้า ดาดา ทักทายหมาขาวด้วยเสียงดังก้อง เสียงหมาปั๊กไม่น่าดังขนาดนั้น เจ้าบ้านทั้งสองก็ตกใจในเสียงเห่าดังลั่นบ้าน เสียงเห่าครั้งเดียว หลังจากวันนั้น ไม่มีแม้เสียงเล็กเสียงน้อย เล็ดลอดจากเจ้า ดาดา

เมื่อหิว มันยืนจ้องหน้านิ่ง หันหน้าไปทางจานข้าว ก่อนหันกลับมาอีกครั้ง และอีกครั้ง เมื่อกินอิ่ม มันเดินไปยังที่นอนซุกหัวนอนหลับ ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อ ไม่มีการตื่น หลับไหลเหมือนตายดับ หากสังเกตช่วงเวลาแท้จริงแล้ว การนอน มักใช้เวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง ครบตามนั้นเมื่อไหร่ มันตื่น งัวเงีย เดินไปยังจานข้าว ก่อนหันกลับมาอีกครั้ง และอีกครั้ง

ชีวิตแสนสุขสบาย ในโลกหมา วนเวียนเจ็ดวัน จนวันที่หมาขาวล้มป่วย ใกล้ตายในเดือนกันยาปีนั้น เจ้าบ้านนำหมาขาวส่งโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ใกล้บ้าน มันเดินนำหน้าทั้งสามชีวิต และเห่าเสียงดังอีกครั้ง

แน่นอน ไม่มีใครสนใจ กระโดดขึ้นรถกระป๋องด้วยความรีบเร่ง
***

ภายในห้องฉุกเฉิน มีเตียงแสตนเลสและหมาขาว 1 ตัว นอนอยู่

ไฟในห้องสว่างจ้า แต่ทว่าก็สว่างเพียงเฉพาะบนเตียงแสตนเลส ด้วยเป็นหลอดนีออนเพียงหลอดเดียว นอกรัศมีส่องสว่างอีกห้อง เป็นห้องเก็บของ และอ่างล้างมือ มองเห็นคนสามคน เคลื่อนไหววูบวาบ ภายในห้อง สายตาทุกคู่จับจ้องบนตัวหมาขาว

คงต้องให้น้ำเกลือครับ หมอจะฉีดยาให้ กับให้สารอาหารนะครับ หมอบอก ก่อนหันไปทางตู้ยา หยิบเข็ม แล้วแทงเข้าสู่ก้นหมาขาว ไม่มีแรงสั่น ไม่มีการกระดุกดิก มีเพียงตาเศร้าศร้อยรอวันตายดับ

จะอยู่อีกนานไหมคะ หมอ ฝ่ายเจ้าบ้านหญิง ที่อยู่ข้างเตียงแสตนเลสกล่าวถาม น้ำตาคลอเบ้า คำตอบจากหมอเป็นแต่อาการส่ายหน้าช้าๆ คำตอบแสนง่าย แววตานิ่งเรียบ อันเคยทำมาแล้วเมื่อชั่วโมงก่อน กับคนไข้หมาพันธุ์ ลาบาดอร์ เจ้าบ้านฝ่ายชายกำข้อเท้าหมาขาว ก่อนเคลื่อนย้ายมือตัวเอง มาปาดที่แก้มด้านซ้ายของเจ้าบ้านหญิง ก่อนพูดออกมาว่า ไม่เป็นไรนะ

สิ่งมีชีวิตทั้งสาม กับรถกระป๋องคันหนึ่ง แล่นเลื่อนเคลื่อนที่ไปบนท้องถนน ยามเย็น กลับมายังบ้านของตน หนึ่งชีวิตดับสูญ หลุมขนาดกว้าง 1 เมตร ความลึก 1 เมตร ถูกขุดขึ้นหลังจากนั้นเพียงสามชั่วโมง เจ้าบ้านหญิง นำร่างหมา พร้อมผ้าห่มนวมสีชมพู ลายหมีน้ำตาล ฝังรวมด้วย หมาปั๊กสีน้ำตาล ยืนจ้องมองอยู่ห่างๆ


พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า กิจกรรมภายในบ้านเกิดขึ้นซ้ำเหมือนเช่นทุกวัน เจ้าบ้านหญิงเข้าครัว เจ้าบ้านชายง่วนอยู่กับงานสิ่งพิมพ์ที่ต้องทำส่งลูกค้าในวันพรุ่งนี้ ภาพเก่าฉายซ้ำเดิม หากแตกต่างเพียงแค่ว่า มันเคลื่อนไหวเงียบเชียบ เนิบช้า ได้ยินแม้เพียงกระดิกของเข็มวินาที บนนาฬิกาแขวนผนังภายในบ้าน มันวังเวงกว่าเดิมหลายเท่านัก


รุ่งเช้าของอีกวัน ดาดาตื่นขึ้น และเดินมาที่จานข้าวของตัวเอง หันหน้ามาทางเจ้าบ้านชายที่กำลังปั่นงานตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่เสร็จ เขาไม่ได้สนใจมันนัก


หิวแล้ว ขออะไรกินได้ไหม ดาดา พูดขึ้น เวลาบนเข็มนาฬิกา คือ 9 นาฬิกา 13 นาที ดาดา หมาปั๊กสีน้ำตาล พูดภาษาคน เป็นครั้งแรก เจ้าบ้านชายหันมามองที่มัน ก่อนทำหน้าสงสัย ดาดา ยังคงพูดขึ้นอีกครั้ง ด้วยคำพูดเดิม เจ้าบ้านชายจึงร้องตะโกนบอกเจ้าบ้านหญิงว่า หมาพูดได้ ก่อนที่หมา ดาดา จะพูดต่ออีกครั้งว่า ก็พูดได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครใคร่ฟัง ดาดา หยุดพูด ก่อนยกเท้าหน้าชี้ไปที่หลุมฝังศพหมาขาว


ความจริงเราเตือนเขาแล้ว ว่ามีอะไรก็พูดตรงๆ อย่าอ้อมค้อม หมามีสิทธิพูดในสิ่งที่ตนรู้ แต่เขาก็เลือกที่จะตายดับด้วยตัวเอง ไม่ให้เราได้อธิบายในการมาของเราแม้แต่ครั้งเดียว คนแก่มักคิดว่าตนถูกต้องเสมอ อคติในโลกหมาๆ ไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของอีกโลก โลกที่คุณสองคนอยู่กัน ดาดา พูดจบ ก็เดินไปทางเจ้าบ้านหญิงที่ถือจานข้าวอยู่ในมือ มันใช้เท้าสกิดบอกว่ามันอยากได้ เจ้าบ้านหญิงยิ้ม ก้มลง เทข้าวทั้งหมดใส่ในจานของมัน หันมาทางเจ้าบ้านชาย และทั้งสองก็พากันหัวเราะเสียงดังลั่นบ้าน
ดาดาหันหน้ามองชายหญิงทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนก้มลงจัดการข้าวที่เหลือจนหมดจาน แล้วก็เดินไปยังที่นอนของมัน ไถลตัวอันอ้วนกลมของมันลง ซุกหัวเข้าที่เดิม และหลับไหลเหมือนตายดับ เหมือนเช่นทุกวัน

หรือ "ดาดา" เป็นเพียงหมาไม่กี่ตัว ที่รู้ว่า
สิ่งใดคือเรื่องของหมา และสิ่งใดคือเรื่องของคน

นกฮูก69 19 กันยายน 2550

fksdfksdfsdfsdfsdf

sdfsdfsfsdfsfsfsdf

นกที่ปีกพิกลพิการก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์เลื้อยคลาน มันฝันถึงฟ้ากว้างบ้าง แต่การพยายามบินจะทำให้มันเจ็บปวด และอาจทำให้ตาย ทางที่ดีคือก้มลองมองดินเสีย แล้วจงลืมเรื่องของท้องฟ้า

น้ำตาของชูมานหนึ่งหยด กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายฝน ที่สาดเข้ามาจากช่องหน้าต่าง การร้องให้ไม่มีเหตุผลเฉกเช่นฝนหลงฤดูที่ผุดบังเกิดในยามเช้า ตอนเธอตื่นมาฝนตกอยู่แล้ว

เช้าวันเสาร์ ของชูมาน เด็กสาวอายุสิบเก้าที่ร่างผอมและผิวซีด กระดูกสันหลังเธอบิดนิดหน่อย ผลจากการเล่นซนในวัยเด็ก โชคดีที่ตอนนี้มันไม่เจ็บอีกแล้ว ทิ้งทีไว้เพียงรอยคดโค้งกลางหลังผอมเกร็งของเธอ เช้าวันเสาร์เธอตื่นขึ้นมาร้องให้เงียบเชียบเพ่งมองออกไปเบื้องนอกที่เพียงสีขาวลมแรงสาดสายฝนเข้ามาทางช่องหน้าต่าง เปียกชื้นเจือบนแก้ม กลืนน้ำตาให้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

มันเป็นวันครบรอบหนึ่งปีหลังจากเธอตายลง ร่างกายสูญสลายอย่างเชื่องช้าและทรมาน ตอนที่เธอตายลงเส้นผมเธอดำขลับ ตรงและยาว ริมฝีปากเธออุ่นชื้น ดวงตาก็ยังกระจ่างพราวด้วยศรัทธาเชื่อมั่น ทั้งหมดทั้งมวลถูกทำลายลิงสิ้น เธอตายลง เหลือเพียงซากร่างเคลื่อนไหวในโลก เธอค่อยๆลืมทุกความเชื่อของตัวเองและมีชีวิตในกรอบแคบๆ เพื่อจะได้ไม่เจ็บปวด แต่บางครั้งเธอก็ร้องให้อย่างไม่มีเหตุผล

อายุ 19 ปี ชูมานควรเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เลือกสาขาวิชาสำหรับประกอบวิชาชีพ ใบรับรองการจบการศึกษาสำหรับการสมัครงาน แต่ชูมานปฏิเสธมัน เธอปฏิเสธเสียทั้งการสมัครงาน และ ระบบการเรียนทั้งหมด เธอกลายเป็นลูกจ้างในร้านหนังสือเก่าที่กำลังจะตาย ที่นั่นเธออ่านหนังสือได้มากเท่าที่ต้องการ ในทุกเวลาที่ต้องการ มีหนังสือมากมายไม่รู้จบ ต่อให้เธออ่านไปทุกวันทุกเวลาจนตายก็ไม่อาจจะอ่านได้หมด

ชูมานกางร่มสีแดงเดินเท้าไปร้านหนังสือ น้ำตาชื้นรื้นหายไปจากวงหน้าแต่ฝนไม่เคยหยุดตก ร้องให้พันครั้ง หัวเราะพันหนสรรพสิ่งก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง เธอสนทนากับนอบ หญิงสาวผู้ที่เช้าวันหนึ่งก็กล่าวกับสามีคนดีของเธอว่าจะจากไปแล้ว ศรีบูรพาเขียนถึงนอบไว้นานแสนาน และชูมานสนทนากับความทุกข์ของเธอผ่านการอ่านหนังสือใต้แสงโคมไฟสีนวลในค่ำคืนนอบไม่ได้กล่าวถ้อยคำมากมายนัก เธอสงบและดำเนินชีวิตเฉกกุลสตรีที่เก็บขื่นขมไว้ในอก จนกระทั่งเช้าวันนั้นที่เธอพูดทั้งน้ำตา ขณะสามีเอาแต่นึกขันและหาร้อยพันเหตุผลมากล่าวแก่เธอ นอบทำให้ชูมานนึกถึง หม่อ กีรติ และ เพลิน สตรีอีกสองคนในหนังสือของศรีบูรพา ชะตากรรมของพวกเธอไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

ตอนที่เธอมาถึงร้านหนังสือ เธอแทบจะมองเห็นนอบ หอบกระเป๋าขึ้นรถรับจ้างไปสู่เส้นทางอันเศร้าสร้อย

ชูมานมีคนรักเป็นนักดูหนังผู้แสนเศร้า เขาจมอยู่กับตัวละครบนโลกเซลลูลอยด์ที่เธอเข้าไม่ถึง ราวกับเขามีโลกสองใบ ในยามกลางวันเข้าก้าวออกมายังโลกที่ผู้คนอาศัยอยู่แล้วทำงานไปตามปกติ แต่ทันทีที่เวลาสิ้นสุดเขาจะกลับเข้าไปยังโลกที่เขาอยู่อาศัย โลกที่มีแต่ความมืด และภาพฉายจากโลกที่เขาไม่ได้อาศัย คนรักผู้แสนเศร้าของชูมาน เรียนรู้โลกผ่านทางวิธีการนั้น บางทีเธอนึกสงสัยว่า บางเรื่องที่เขารักยามมันฉายฉานในความมืด เขาเพิกเฉยต่อมันในโลกความเป็นจริง

ฟ้ากว้างกว่ากว้าง นกพิกลพิการสองตัวอยู่ในกรอบท้องฟ้าที่อึดอัดคับแคบ โดยเหตุที่มาจากปีกตน

ชูมานคิดถึงบางเรื่องหลังชั้นหนังสือเงียบเชียบ หนังสือที่ไม่ถูกอ่านไม่เปล่งเสียงใดๆ ถ้อยคำไม่ประจุความหมาย เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกจืดชืด ชูมานคิดถึงเรื่องต่างๆ มีนกพิกลพิการมากมาย บนโลกนี้ บางครั้งผู้คนก็จงใจเด็ดปีกมัน เพราะการบินทำให้เกิดความกลัว

ใครบางคนอยู่ในถูกจำขังด้วยเหตุนี้ ด้วยเพราะเขาตระหนักถึงท้องฟ้า ว่าที่แท้เป็นเพียงกรอบกะลาจำลอง เด็ดปีกเสียง่ายกว่าจะให้นกรู้ว่าฟ้าที่แท้อยู่ข้างนอก

ชูมานนั่งนิ่งน้ำตาไหลโดยไร้เหตุผล เธอไม่อาจซาบซึ้งใจใดๆได้อีกแล้ว เพราะทุกสิ่งเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อ น้ำตาถูกผลิตสร้าง ด้วยแรงบีบคั้นของเรื่องเล่า ความจริงไม่ซาบซึ้ง มันเศร้าสร้อย และทุกข์ทรมาน

ชูมานซ่อนตัวหลังหนังสือ และเด็ดปีกตนเองทิ้งก้มหน้ามองพื้น ขณะตัวหนังสือโบยบิน โดยที่เธอไม่อาจแน่ใจในกรอบท้องฟ้าของนกหนังสือได้เลย

เรื่องและภาพโดย FILMSICK

อายุ 19 ปี ในโลกจินตภาพ ผมอกหัก โง่ และหาสิ่งที่ใคร่จะพอใจได้ยาก
ในโลกของคุณ ผมตื่นขึ้นมาพบว่า ตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงแรม เมื่อนอนคนเดียว เตียงเดี่ยวขนาดสิบสองฟุตดูจะเป็นอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล
ทว่าผมรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ในเช้าแบบนั้น-แดดอ่อนแบบบางทอดลำผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา
แทรกเข้ามาในเงาสลัว สิ่งนี้เองที่ผมรอคอยเมื่อตื่นขึ้นมา และมันอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

ผมชื่อปาริสุทธิ์ ไม่รู้เหตุนี้หรรือเปล่าผมจึงชอบสีขาว ผมโปรดปรานผ้าปูเตียงสีขาว ปลอกหมอนสีขาว ผ้าห่มสีขาว ผ้าขนหนูสีขาว โรงแรมส่วนใหญ่ต่างใช้ผ้าสีขาว
ส่วนข้าวของก็เป็นกลางๆ ไม่มีเพศ ไม่มีวัย เหมาะกับโลกของผมดี
ผมเป็นเด็กหนุ่มอายุ 19 ผมอาจเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ได้เป็นเดือนๆ ในจังหวัดต่างๆ แตผมกลับเสพติดการนอนโรงแรม
       ในประเทศไทย ผมไม่มีบ้าน ทว่ามีเงินพอที่จะนอนโรงแรมไปตลอดชีวิต
และการนอนในโรงแรมทำให้ผมค้นพบว่า ผมเสพติดการใช้โฟมล้างหน้าแทนสบู่ ---

ที่โรงแรมเล็กๆ ในจังหวัดปัตตานี---เลิฟ โฮเต็ลราคาประหยัด เป็นตึกแถวสองคูหา ผู้หญิงใส่ชุดชั้นในวาบหวาม
ผมเห็นเข้าไปถึงข้างในเพราะพวกเธอใส่เพียงชุดซี-ทรู ยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงชานพักตรงบันไดทางขึ้น
ในห้องพักไม่มีสบู่ ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในธุรกิจบริการ-- แม่บ้านคงลืม คืนนั้นผมต้องใช้โฟมล้างหน้าแทนสบู่อาบน้ำ
และจากนั้นมา ผมก็ไม่เคยใช้สบู่อาบน้ำอีกเลย
ผมโปรดโรงแรมเก่าแก่ตามต่างจังหวัดเป็นพิเศษ โรงแรมแต่ละแห่งเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว มันมีพลังดึงดูดที่มองไม่เห็น
พลังงานที่ว่านี้อาจแผ่ออกมาจากโคมไฟระย้าที่แขวนอยู่ที่โถงต้อนรับ สวิทช์ปิดเปิดอายุสามสิบปีที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกเสา หรือกระทั่ง
วอลเปเปอร์ที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่วันที่โรงแรมเปิด ผมรู้สึกแน่ชัดว่าข้างของในโรงแรมต่างเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจสื่อสารกับโลกภายนอก
ไม่ขึ้นอยู่กับวันเวลาที่ล่วงเลย เคร่งขรึมและสงบงาม

ในโลกของคุณ ผมใช้สรรพนามแทนตัวว่า--ผม กล่าวโดยแท้จริง ผมเกิดมาในโลกที่เป็นกลางๆ อย่างยิ่ง ไม่มีเพศ เวลาจินตนาการถึงตัวเอง
ผมไม่ได้แทนตัวเองว่าผม ในแง่นั้นความเป็นเพศไม่ได้ถูกนิยาม แต่โดยภาษาอันจำกัดของคุณ ผมไม่อาจสื่อให้คุณเข้าใจได้ เพราะคุณอยู่ในโลก
ที่มีเพศมาโดยตลอด
ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีแม่สองคน พูดให้ถูกต้อง เกิดมาในครอบครัวที่ผู้หญิงสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน และเมื่อทั้งสองอยากมีลูก ผมจึงถือกำเนิดขึ้นมา
โดยกรรมวิธีทางพันธุชีววิทยา หนึ่งในผู้หญิงสองคนนั้น คนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส อีกคนเป็นคนไทยและเป็นแม่ทางชีวภาพของผม--เธอเป็นคนอุ้มท้อง
ขณะที่ไข่เป็นของแม่ชาวฝรั่งเศส และสเปิร์มมาจากการบริจาค

อย่างที่บอก ผมมีแม่สองคน ผู้หญิงสองคนที่รักกัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่มีใครเป็นพ่อ ไม่มีใครเป็นแม่ โลกของเราไร้เพศนิยาม และผมมีความสุขดี
จนเมื่อแม่ทั้งสองตายจากไปอย่างกระทันหัน หลังจากนั้นผมดรอปการเรียนไว้ --เดินทางมายังประเทศไทย

ผมชื่อปาริสุทธ์ เป็นเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี เสพติดการอาบน้ำด้วยโฟมล้างหน้า และโปรดการนอนโรงแรมเป็นที่สุด
---จากโลกที่ผมคุ้นเคยมา 19 ปี จากนี้ไปผมจะออกมาผจญกับโลกของคุณ

 

ปาริสุทธิ์ : โลกเพิ่งมีอายุ 19 ปี   โดย นก ปักษนาวิน
(ตัดตอนมาจากร่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งครับ)

 

edit @ 11 Oct 2007 01:03:26 by คนหนุ่มหนึ่ง

รถตู้คันสุดท้าย

posted on 12 Oct 2007 11:14 by lonesome-cities  in FICTION

 

...

 

   จะว่า cliche' ก็คงต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มันก็ cliche' จริงๆ นั่นแหละ


   แรงเฉื่อยจากการเบรครถอย่างกระทันหัน ทำให้ตัวของผมพุ่งไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในหูอย่างเฉียบพลัน กระตุ้นสัญชาตญาณภายในตัว ทำให้ผมรู้สึกเสียววูบจนต้องสะดุ้งตื่น


   สิ่งแรกที่เล็ดลอดผ่านเปลือกตาเข้ามาได้ คือไฟท้ายของรถสิบล้อคันที่อยู่ข้างหน้าพวกเรา มันส่องแสงสีแดงวาบเหมือนเปลวไฟบนกองเลือด


   หลังจากการรับรู้แสงสีแดงนั้นแล้ว ทุกอย่างรอบๆ ตัวผมล้วนเปลี่ยนแปลงไป


   ผมไม่รู้ว่าคนคิดโฆษณาทีวีของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง รู้ได้อย่างไรว่าในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต การรับรู้ถึงพื้นที่และเวลาของสรรพสิ่งรอบๆ ตัวเราจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม


   กฎการเคลื่อนที่ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิมนั่นแหละ และธรรมชาติของโลกก็ยังดำเนินไปตามแบบที่เคยเป็นมาตั้งแต่ตอนกำเนิด


   คงมีเพียงแค่ภายในจิตใจของผมเท่านั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง จนทำให้รู้สึกเหมือนกับเป็นนักบินอวกาศล่องลอยอยู่ในยานอวกาศที่กำลังเดินทางไปดาวพฤหัส ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเรากำลังอยู่ในรถตู้ บนทางด่วนลอยฟ้าในกรุงเทพมหานคร กลางคืนวันที่ฝนตกอย่างบ้าคลั่ง


   ตัวของผมค่อยๆ หลุดลอยจากเบาะแถวหลังสุดของรถตู้ พุ่งผ่านไปตามช่องว่างของเบาะที่เว้นไว้เป็นทางอย่างเชื่องช้า ผมตีลังกาเอียงไปทางซ้ายทีขวาที จนทำให้สามารถมองเห็นผู้โดยสารครบทุกคน พวกเขามีใบหน้าอันเหยเกจากความตกใจสุดขีด


   แผ่นโลหะกระแทกกันดัง "ปัง!"


   ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลหะที่กำลังบิดงอจนฉีกขาด


   ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายของผู้โดยสารทุกคนดังขึ้นมาพร้อมๆ กัน น่าแปลกใจที่ผมสามารถรับรู้และแยกแยะมันได้หมดเลย ว่าเสียงใดมาจากทิศทางใด เสียงร้องใดออกมาจากปากของใคร


   ผมแน่ใจว่าไม่มีเสียงร้องสักแอะเล็ดลอดออกมาจากปากของตัวเอง


   ครั้งสุดท้ายที่ผมกรีดร้องโวยวาย หรือร้องห่มร้องไห้นั้นมันผ่านมานานเท่าไรแล้ว ผมจำไม่ได้


   I am a rock, I am an island ...
   ... And a rock feels no pain, and an island never cries.


   เพลง I am a rock ของ พอล ไซม่อน และ อาร์ท การ์ฟังเกล ท่อนเริ่มต้นและท่อนจบเขาร้องไว้แบบนี้ และผมก็ท่องจนขึ้นใจเพราะเป็นเพลงโปรด


   "คนเราเกิดมาควรจะต้องพัฒนาตัวตนให้มีความแข็งแกร่งดุจหินผา และดำเนินชีวิตอย่างเป็นปัจเจกชนที่สมบูรณ์ดั่งเกาะร้างกลางทะเล" ก่อนจะก้าวขึ้นรถตู้คันนี้จากคิวรถหน้าหมู่ตึกคอนโดฯ เมืองทองธานี ผมเพิ่งจะกล่าวคำนี้กับเธอ แล้วก็เดินออกมาจากห้องของเธอ ที่ตั้งอยู่บนคอนโดชั้น 8


   จะเรียกว่าเป็นการเดินออกมาจากห้องของเธอ ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะหลังจากที่บอกเลิกกับเธอ และได้พูดแบบนี้ออกไปแล้ว เธอก็เริ่มสติแตก และร้องห่มร้องไห้ อึดใจต่อมาเธอขับไล่ไสผมออกจากห้อง เธอผลักหลังผมให้พ้นเขตหน้าประตู แล้วปิดประตูกระแทกใส่ดัง "ปัง!" ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของเธอ ดังเล็ดลอดออกจากหลังประตูบานนั้น


   หน้าตาเหยเกและเสียงกรีดร้องของเธอ ดูเหมือนกับนังร้ายในละครน้ำเน่าซ้ำซากหลังข่าว


   แน่นอนว่าไม่มีน้ำตาสักหยด และไม่มีเสียงร้องสักแอะ จากตัวผมเลย


   ผมเดินตัวเบาโหวงเหวงออกจากตึกคอนโด รู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกโล่งใจ หรือเป็นเพราะความรู้สึกกลวงเปล่าภายในจิตใจ


   ฝนกำลังตกหนัก ผมเร่งสาวเท้าไปตามฟุตบาธที่มืดมิด เพื่อไปให้ทันคิวรถตู้คันสุดท้ายของวันนี้

 

...

 

The aesthetics of loneliness

 

edit @ 14 Oct 2007 23:45:49 by คนหนุ่มหนึ่ง

 ...

 

 ไม่ใช่มีเพียงแค่พวกคุณหรอก ที่มองปาริสุทธิ์ว่าเป็นคนแปลกๆ เพราะตั้งแต่จำความได้ ปาริสุทธิ์ก็รู้สึกตัวแล้วว่าเขาแตกต่างไปจากผู้คนรอบตัว และทุกคนก็ล้วนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ มาตลอดชีวิต

 เมื่อแม่ทั้งสองนำเขาใส่รถเข็นเด็ก เพื่อพาออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ พ่อแม่ของเด็กคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาทักทายตามประสาเพื่อนบ้านกัน พวกเขามักจะยื่นหน้าเข้ามาเล่นหูเล่นตากับปาริสุทธิ์ แล้วก็ถามว่านี่เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ทันทีที่แม่ทั้งสองตอบไป พวกเขาจะทำหน้ากระอักกระอ่วนและงุนงง กล่าวคำลาอย่างสุภาพ แล้วก็เดินจากไป

 เมื่อเข้าสู่วัยเรียน ปาริสุทธิ์ยังจำชีวิตในโรงเรียนประถมได้อย่างติดตรึงในใจ ในตอนพักเที่ยง เขาไปยืนอยู่กลางสนามเด็กเล่น รอบตัวมีเด็กรุ่นเดียวกันกำลังเล่นสนุกและส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว เด็กๆ แบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกยืนต่อแถวเพื่อเล่นกระโดดเชือก กลุ่มที่สองกำลังปีนป่ายเครื่องเล่นเด็กที่มีลักษณะเป็นโครงเหล็กพาดไปมา พวกเขากำลังแข่งกันขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด

 ปาริสุทธิ์ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น โดยไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย และไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ เขารับรู้ได้เพียงเวลาที่เดินไปข้างหน้า แต่เขาไม่รู้เลยว่าในระหว่างเวลานั้น ควรจะต้องทำอะไร จนกระทั่งเวลาพักเที่ยงหมดลง เด็กทุกคนวิ่งมาเข้าแถวรวมกัน แล้วก็เดินเข้าห้องเรียนภาคบ่าย

 ไม่ใช่ว่าปาริสุทธิ์จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาตระหนักรู้ถึงความแตกต่าง เพื่อนบางคนมองเขาเหมือนว่าเป็นตัวประหลาด เมื่อโตขึ้นมา เขาเลือกที่จะเข้าไปหมกอยู่ในห้องสมุดตลอดช่วงพักเที่ยง และอ่านหนังสือที่เขาคิดว่าจะให้คำตอบกับตัวเองได้มากที่สุด

 พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แทนที่เขาจะเริ่มออกเดทกับสาว ขับรถกินลมและสัมผัสแสงแดดของฤดูใบไม้ผลิ เขาไปนั่งจิบกาแฟปั่นอยู่ริมถนน เฝ้าดูพฤติกรรมของผู้คนที่เดินผ่านไปมา และอ่านหนังสือแนวจิตวิทยาอย่างบ้าคลั่ง

 ฟรอยด์ จุง ลากอง ฟรอมม์ ฯลฯ หนังสือวิชาจิตวิทยาเล่มแล้วเล่มเล่า ปาริสุทธิ์เคยอ่านผ่านตามาหมดแล้ว แต่ไม่มีหนังสือเล่มไหนให้คำตอบและแก้ความสงสัยในเรื่องชีวิตของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 เขาจึงโยนทุกเล่มลงใส่ในเครื่องผสมอาหาร แล้วกดปุ่มปั่นด้วยความแรงสูงสุด แล้วเขาก็ได้ค้นพบทฤษฎีใหม่ ที่จะไขข้อข้องใจ แก้ความสงสัย และให้คำตอบกับความแปลกประหลาดของตัวเขาได้

 ทฤษฎีนี้เขาตั้งชื่อว่า "ทฤษฎีจิตวิทยาของปาริสุทธิ์"

 

 (แผนภาพแสดงโครงสร้างของตัวตน ตามทฤษฎีจิตวิทยาของปาริสุทธิ์)

 ทฤษฎีจิตวิทยาของปาริสุทธิ์ เริ่มต้นการอธิบายที่วันแรกเกิด ในเสี้ยววินาทีที่คนเราหลุดพ้นออกมาจากครรภ์ เนื้อตัวถูกเคลือบไว้ด้วยเมือกลื่นเหนียว ของเลือดและน้ำคร่ำ ตอนนั้นเรายังว่างเปล่า ไม่มีสำนึก ไม่มีตัวตน และเป็นเพียงอวัยวะชิ้นหนึ่งของแม่

 จนเมื่อโดนแสงสว่างมากระทบม่านตา เสียงดังมากระทบกระดูกในหู ความหนาวเหน็บมากระทบผิวกาย และความหิวกระหายครั้งแรกก็เกิดขึ้นเมื่อสายสะดือถูกกรรไกรเย็นเฉียบของหมอตัดขาด

 ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงเรื่อยๆ บังคับให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งร่างกายเริ่มทำงาน กระบังลมบีบรัดตัวเพื่อขับเอาน้ำเมือก เลือด และน้ำคร่ำ ให้หลุดออกจากทางเดินหายใจ แล้วในอีกเสี้ยววินาทีต่อมา มันก็ขยายตัวออกเพื่อดูดอากาศจากภายนอกเข้าสู่ปอด

 ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวสุดขีดเป็นครั้งแรกของชีวิต ทำให้เราจะกรีดร้องออกมาตามสัญชาตญาณ ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

 จบสิ้นไปแล้ว ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อตอนอยู่ในครรภ์ ในอีกไม่กี่วันหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาล หลังจากการที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกอันโหดร้ายทารุณ จะบีบบังคับให้เราค่อยๆ ยอมรับความเป็นจริงของโลก ว่าเราไม่ใช่อวัยวะชิ้นหนึ่งของแม่อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่ง ที่แยกออกจากสรรพสิ่งรอบกาย เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ความต้องการ หิวกระหาย และการเรียกร้อง

 ฉันหิว ฉันหนาว ฉันกลัว ช่วยฉันด้วย

 ... ทุกครั้งที่ปาริสุทธิ์กรีดร้อง แม่ทั้งสองคนจะต้องวิ่งเข้ามาหาเขา ...

 ตัวตนของปาริสุทธิ์ และของคนเราทุกคนเกิดขึ้น ณ จุดนี้เอง

 ความสุขแรกที่ปาริสุทธิ์ได้รับ หลังจากที่เขาเกิดมาและตระหนักถึงตัวตนแล้ว คือการได้ใช้ปากดูดกินอาหาร เพื่อมาทุเลาความหิว ความสุขที่สองที่ปาริสุทธิ์ได้รับ คือการได้ขับถ่ายกากอาหารออกทางรูทวารหนัก เพื่อทุเลาความอึดอัดทรมานภายในร่างกาย

 ในขั้นตอนนี้ ปาริสุทธิ์ยังคงมีพัฒนาการของชีวิตไปตามปกติ เหมือนกับคนอื่นๆ ทุกคนในโลก ความแตกต่างเกิดขึ้นในช่วงขั้นตอนหลังจากนั้นเป็นต้นมา

 เวลาผ่านไป ใบไม้หลุดร่วงจากลำต้น หิมะโปรยปรายลงจากท้องฟ้า แล้วแสงแดดก็สาดส่องเล็ดลอดม่านหน้าต่างเข้ามา อากาศก็ค่อยๆ อบอุ่นขึ้น ถึงแม้ในตอนนั้น เขาจะยังจำความไม่ได้ แต่จิตสำนึกเริ่มทำงาน ตัวตนของเขาค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาแล้ว

 เด็กชายปาริสุทธิ์เพลิดเพลินกับความสุขที่มีของเหลวไหลเข้าปาก และไหลออกจากรูทวาร แม่ทั้งสองคนทำหน้าที่เลี้ยงดูประคบประหงมเขาอย่างดีเยี่ยม จนเขาหลงคิดไปว่าตัวตนของเขาเต็มเปี่ยมสมบูรณ์แบบแล้ว

 ดังนั้น ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่แม่ทั้งสองช่วยกันอาบน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขา เขามองเห็น "เดือย" เล็กๆ ยื่นออกมาตรงหว่างขา แต่เขาไม่เคยเอะใจสงสัยเลย ว่ามันคือ "สัญลักษณ์" ของอะไร

 ตัวตนทางด้านเพศของปาริสุทธิ์ไม่ได้จบสิ้นลง ณ จุดนี้ แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยต่างหาก

 การมีแม่สองคน และการได้พบเจอแต่แม่สองคนนี้มาตลอดเวลาเนิ่นนาน โดยไม่เคยเจอใครอื่นมาก่อนเลย ทำให้ปาริสุทธิ์คิดว่าตัวตนทุกตัวตนในโลกนั้น ถึงแม้จะแยกขาดจากกัน แต่ทุกตัวตนล้วนเหมือนกันหมด

 สรรพสิ่งในโลกของเราแต่ละคน ดำรงอยู่ได้ด้วยการรับรู้ถึงความแตกต่าง ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่ามีตัวเราก็เพราะมีคนอื่น เรารู้ว่ามีขาวก็เพราะมีดำ เรารู้ว่ามีดีก็เพราะมีเลว เรารู้ว่ามีรวยก็เพราะมีจน ฯลฯ ความแตกต่างของสรรพสิ่งได้รวมตัวกันเข้าเป็นโครงข่ายของระบบสัญลักษณ์ขนาดมหึมา ซึ่งก็คือโลกของเราแต่ละคน

 ความเป็นเพศหญิงและชายก็เช่นเดียวกัน ปาริสุทธิ์ไม่รู้ว่ามีความแตกต่างของเพศอยู่ เขาก็จะไม่รู้ว่ามีเพศอยู่เลย

 ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมา เมื่อเขาเติบโตขึ้น จนตั้งไข่เดินได้ เริ่มต้นหัดพูดภาษาฝรั่งเศสและไทย และได้ออกจากบ้าน ไปพบเจอผู้คนมากมายรอบตัว เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมชั้นเรียน เรียนรู้เรื่องราวของโลกรอบตัวมากมายเหมือนเด็กคนอื่น

 เขาค่อยๆ ได้เรียนรู้ตัวตนด้านอื่นๆ ของตนเองครบถ้วน เขาเป็นลูกครึ่ง มีแม่คนหนึ่งเป็นไทย แม่อีกคนหนึ่งเป็นฝรั่งเศส เขาเกิดมาด้วยวิธีผสมเทียม แม่ทั้งสองของเขามีฐานะปานกลาง เป็นชนชั้นกลางอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขามีการศึกษาดี หน้าตาดี ร่างกายแข็งแรง มีฐานะทางสังคมมั่นคง ฯลฯ

 ปาริสุทธิ์พบว่าตัวตนด้านอื่นๆ ของเขาชัดเจน แจ่มแจ้ง ครบถ้วน ในขณะที่ตัวตนด้านเพศของตัวเขานั้นกลับว่างเปล่า

 ทั้งๆ ที่มันควรจะต้องเป็นระบบสัญลักษณ์ที่สำคัญและแข็งแกร่งมากที่สุดของเราแต่ละคน เป็นรากแก้วของตัวตน ที่จะให้ตัวตนด้านอื่นๆ มายึดเกาะและเติบโตต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงที่คนเรายังแบเบาะอยู่ และจะหยั่งรากลงลึกที่สุดในตัวตนของเรา

 ปาริสุทธิ์จึงไม่มีเพศ และโลกของปาริสุทธิ์ก็ไม่มีเพศด้วย

 

 (แผนภาพแสดงโครงสร้างตัวตนของปาริสุทธิ์)

 อย่างไรก็ตาม ปาริสุทธิ์ไม่เคยถือโทษโกรธแม่ทั้งสองคนของเขาในเรื่องนี้เลย สำหรับเขาแล้ว การมีเพศหรือไร้เพศนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่มีผลกระทบหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีวิต

 ก็แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับสิ่งใดๆ ที่เราไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต เราก็ย่อมไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นขาดหายไปจากชีวิต จริงไหมล่ะ?

 ถึงแม้ว่าพวกเพื่อนสมัยประถมชอบล้อปาริสุทธิ์ว่าเป็นกระเทย แต่เขาไม่เคยอาย ไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยฟ้องแม่หรือครู เขาเองรู้ตัวดีว่าไม่ใช่กระเทย เขามีเดือยที่ตื่นตัวได้ เมื่อไปสัมผัสถูไถมันอย่างถูกวิธี

 ปาริสุทธิ์มาสเตอร์เบทสำเร็จครั้งแรก ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมด้วยซ้ำ แต่ในระหว่างที่มาสเตอร์เบท เขาไม่ได้จินตนาการไปถึงเพื่อนสาวหรือเพื่อนชายคนใดเลย

 เขารู้ดีว่าความเป็นเพศ กับความรู้สึกทางเพศ นั้นมันเป็นคนละเรื่องกัน

 ชีวิตและโลกของเขาดำเนินมาอย่างปกติ (สำหรับเขาเอง) เขาเรียนจบวิทยาลัย โดยยังหางานทำไม่ได้และไม่อยากเข้าเรียนต่อที่ไหน เขาโสดสนิทและไม่เคยออกเดทกับสาวหรือหนุ่มคนใด ในแต่ละวันเขานอนอยู่กับบ้าน ขลุกอยู่แต่ในห้องนอน หรือไม่ก็ออกไปข้างนอก นั่งจิบกาแฟปั่นอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนน เฝ้ามองผู้คนเดินผ่านไปมา และอ่านหนังสืออย่างที่เคยทำมาตลอดสิบกว่าปี

 จนกระทั่งเวลา 8.00 น. ของเช้าวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา บ้านของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังราวกับฟ้าถล่ม

 เครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบินโดยสาร ขนาดใหญ่พอๆ กับรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดยักษ์ น้ำหนักคงจะหลายพันกิโลกรัม หล่นลงมาจากฟากฟ้าใส่หลังคาบ้านของเขา ตรงกับห้องนอนของแม่ทั้งสองพอดิบพอดี

 โลกของปาริสุทธิ์พังถล่มลงมาพร้อมกับบ้าน การตายพร้อมกันอย่างกระทันหันของแม่ทั้งสองคน ทำให้ตัวตนทั้งหมดทุกด้านของปาริสุทธิ์ล้มครืนลงมา

 เมื่อไม่มีความเป็นเพศเป็นรากแก้วหยั่งลึกเพื่อให้ตัวตนอื่นๆ มายึดเกาะไว้ และแถมแม่ยังมาตายไปพร้อมๆ กัน ปาริสุทธิ์ก็ไม่ความดำรงอยู่อีกเลย เขาไม่ใช่ลูกของใคร ไม่มีงานทำ ไม่มีแฟน ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีใครยืนยันความมีอยู่ของตัวเขาได้ แม้แต่ตัวของเขาเอง ทั้งเชื้อชาติ ชนชั้น การศึกษา ฐานะ ฯลฯ ตัวตนทุกด้านที่เหลือล้วนไร้ความหมาย

 ปาริสุทธิ์เก็บกวาดสิ่งของเท่าที่จะพอเก็บได้ ยัดใส่กระเป๋าเป้ ถอนเงินฝากออกจากบัญชีของแม่ทั้งสองคน ปิดบ้านที่พังไปครึ่งหลังนั้นไว้ แล้วออกเดินทาง โดยที่เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมจะต้องเดินทาง และจะเดินทางไปไหน

 สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้ คือเงินมรดกก้อนหนึ่ง และการเดินไปตามเส้นกราฟเส้นเดียว ตั้งแต่เกิดจนตาย

 ไม่มีเลยสักแว้บ ที่เขาคิดอยากจะกลับไปซ่อมแซมบ้าน และไม่คิดอยากจะซื้อบ้านใหม่ เพราะในเมื่อเขาเป็นคนไร้เพศ เขาก็ไม่มีบทบาททางเพศที่จะต้องแสดงตาม เขาไม่คิดเรื่องสร้างครอบครัว เป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่อยากซื้อบ้าน ไม่คิดลงหลักปักฐาน แถมในหัวของเขายังไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องครอบครัวอยู่เลยด้วยซ้ำ

 ในที่สุด เขาค้นหาทางออกให้กับชีวิตได้ ด้วยการนอนตามโรงแรมในเมืองที่เขาเดินทางไปถึง

 ไม่มีเลยสักแว้บ ที่เขาคิดอยากจะแต่งงาน หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าหญิงหรือชาย เพราะในเมื่อเขาเป็นคนไร้เพศ เขาก็ไม่มีบทบาททางเพศที่จะต้องแสดงตาม เมื่อเกิดความต้องการทางเพศ ก็เพียงแค่บำบัดมันด้วยตัวเอง เสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อไป

 เขากระหายใคร่รู้เหลือเกิน ว่าบนเส้นกราฟนี้ เขาจะได้เจออะไร ได้เรียนรู้อะไร และมันจะไปสุดทางที่ตรงไหน วันไหน

 ความสุขจากโฟมล้างหน้า คือสิ่งใหม่ที่เขาได้ค้นพบจากการเดินทาง โฟมล้างหน้านั้นแตกต่างจากสบู่ เมื่อคุณถูตัวด้วยโฟมล้างหน้า มันจะให้ความรู้สึกลื่นเหนียวกว่าสบู่ ยิ่งถูก็ยิ่งลื่นเหนียว ยิ่งลื่นเหนียวก็ต้องยิ่งถู ถึงแม้จะเปิดน้ำฝักบัวเพื่อชำระล้างมันออกไปเพียงใด มันก็ยังคงเป็นเมือกลื่นเหนียวติดตามลำตัว

 ปาริสุทธิ์ลูบไล้ตัวเองอยู่ใต้ฝักบัวอยู่นาน พร้อมทั้งจินตนาการถึงวันที่ตัวเขาเพิ่งหลุดออกมาจากครรภ์ของแม่ ในตอนนั้นเนื้อตัวของเขาก็คงเต็มไปด้วยเมือกลื่นๆ เหนียวๆ แบบนี้แหละ

 เขาเกิดมาจากไข่ของแม่ชาวฝรั่งเศส นำไปผสมเทียมแล้วฝังไว้ในครรภ์ของแม่ชาวไทย แม่ทั้งสองคนตายจากเขาไปแล้ว

 จนถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสที่มาทำคดีเครื่องยนต์ไอพ่นตกใส่บ้านเขา ยังสืบหาไม่ได้เลยว่ามันหล่นมาจากเครื่องบินลำใด สิ่งของชิ้นใหญ่ขนาดนี้ จู่ๆ มันหล่นมาโดยไม่มีสาเหตุ ไม่มีที่มาที่ไปได้อย่างไร มันควรจะต้องมาจากที่ไหนสักที่ไม่ใช่เหรอ?

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันทำให้ชีวิตเขาต้องกลายเป็นแบบนี้ มันต้องมีที่มาสิ

 ปาริสุทธิ์ทรุดลงกับพื้น เขานอนขดตัวอยู่ใต้กระแสน้ำที่ตกจากฝักบัว สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นและเปียกชุ่ม มีเมือกลื่นเหนียวห่อหุ้มตัวของเขาไว้ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับเข้าไปในครรภ์ของแม่อีกครั้ง

 ก่อนที่เขาจะมาอยู่ตรงนี้ เขาจะต้องอยู่ที่ไหนมาก่อน

 ครรภ์ของแม่ชาวไทย ไข่ของแม่ชาวฝรั่งเศส แล้วตัวอสุจิล่ะมาจากไหน? จู่ๆ มันหล่นมาเหมือนกับเครื่องยนต์ไอพ่นเครื่องนั้นหรือ? ไม่สิ! มันต้องมีที่มาด้วยสิ

 ถ้าเขาค้นหาที่มาของอสุจิตัวนั้นได้ บางทีเขาอาจจะกอบกู้ตัวตนทั้งหมดกลับคืนมาได้ ตอนนี้เขาได้ตั้งจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้แล้ว

 

... 

 

the aesthetics of loneliness

 

 หมายเหตุ  
 - ทฤษฎีจิตวิทยาที่นำเสนอในนี้ เป็นการรวบรวมจากแหล่งต่างๆ แบบคร่าวๆ และมั่วๆ อย่ายึดถือเป็นจริงเป็นจัง และนำไปอ้างอิงไม่ได้ 
 - พล็อตเรื่องเครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบินตกใส่บ้าน นำมาจากหนังเรื่อง Donnie Darko

 

 

edit @ 4 Nov 2007 13:40:14 by คนหนุ่มหนึ่ง