LONESOME-CITIES

กระจกเงาหน้าร้านเกาะพราวด้วยเม็ดฝนของยามค่ำคืน สะท้อนแสงไฟวิบวาว เงาในน้ำที่ขังบนพื้นถนนหน้าร้านสะท้อนกลับภาพกระจกหน้าร้านที่ยังสว่างเรื่องด้วยแสงนีออน สตรีผู้เลยวัยสาวมาเล็กน้อยแต่งหน้าเข้มเกินความจำเป็นราวจะปกปิดความชราแห่งวัยวัน เธอยืนแกร่วรอใครสักคนหลังฝนตกอาศัยแสงไฟนีออนและหุ่นโชว์เสื้อผ้าหลังกระจกเป็นเพื่อน สายไฟฟ้ามีสีดำทอดตัวไปตามถนนกลืนหายไปในราตรีมืดมิด ที่ไหนสักแห่งอาจมีกระแสไฟลอดไหล ส่งเสียงครางหึ่งเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังหลับ ยามสักคนง่วงเหงาหาวนอนอยู่กับรายการทีวียามดึกที่เล่นเพลงลูกทุ่งซ้ำไปซ้ำมา หนังรอบสุดท้ายเลิกแล้ว ผู้คนราวสิบยี่สิบคนหลั่งไหลมาทางปากประตูเดียวทีเปิดอยู่ กลืนหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว บางคนกระชับเสื้อกันลมเข้าหาตัว รู้สึกยะเยือกไม่รู้ว่าจากลมฝนหรือหนาวตกค้างจากเครื่องปรับอากาศในโรงภาพยนตร์ อาคารที่เคยสว่างไสวในตอนย่ำค่ำ ปิดไฟทุกดสงและกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างมืดทะมัน วงกลมสีแดงกลายคล้ายดวงตาที่จ้องมองลงมายังผู้คนเบื้องล่าง สวนสาธารณะสุดปลายแหลมริมทะเลมืดและเงียบ มีเสียงรถมอเตอร์ไซค์ของเด็กวัยรุ่นหลงทางบึ่งไปในอากาศสีดำ พวกเขาอาจครุ่นคิดถึง สุดขอบความคึกคะนอง เรื่องชั่วร้าย หมกมุ่นทางเพศหรือบางทีก็อาจเพียงแค่ความโดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาไร้ทางไป บนเนินเขาของเมือง สายตรวจแวะขึ้นมาขับไล่คู่รักที่มาพลอดรักแวะมองวิวเมืองจากเนินเขาเห็นไฟปิดไปทีละบ้าน ละบ้าน เมืองคืนตัวเองให้ความมืดเข้าห่มคลุม จนเหลือเพียงแสงไฟข้างทางเท่านั้นทีเปิดเห็นเป็นเส้นแนวคดเคี้ยวราวหนอนเรืองแสง

ยามเช้าถนนว่างเปล่าร้างผู้คนนานๆจะมีรถแล่นผ่านมาสักคันอาจเป็นมอเตอร์ไซค์ของแม่ค้าที่กำลังไปตลาดหรือกลับจากตลาด คาดเดาไม่ได้จากของบนกระบะพ่วงข้าง เพราะเธออาจไปเพื่อขาย หรือเพื่อซื้อ บางผู้ชราตื่นเช้า นุ่งผ้าถุงกระโจมอกออกมาหน้าบ้านในมืออาจถือไม้กวาด หรือผ้าถูพื้นเพียงหวังให้เสียงแห่งการงานกลบเสียงเต้นของหัวใจ เด็กๆหลับใหลอุตุบนเตียงนุ่ม และบางหนุ่มสาวยังคงเลื่อนไหลในความเมามายของค่ำคืน ทะเลหนาวฝนสาดคลื่นเสียงเบา มาสู่ชายหาดเปียกชื้น ที่แสนเศร้า ใครมาทะเลตอนเช้าในวันฝนตก คงพกเอาความเศร้าสร้อยมาอยู่ร่วมากัน ถนนมีสีเทา รถบัสเที่ยวเช้าคงเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง คนบนรถพากันหลับใหลดังต้องมนต์เพลงกล่อม คนที่ตื่นอยู่ รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลกเคลื่อนที่ไปอย่าว้าเหว่ ผนังตึกเก่าชื้น บางที่กลายเป็นสีดำด้วยคราบของวันเวลา ฝุ่นควันและตะใคร่น้ำ วัชพืชบางต้นแทรกตัวตรงรอยแตกของผิวปูนพยายามอย่างยิ่งที่จะยืนหยัดมีชีวิต ลวดลายโค้งคดนั้นราวจะเคลื่อนได้หากยังคงสงบยิ่งอยู่กับที่ ซุ้มโค้งขอบทางเท้า เงียบเฉยปราศจากผู้คนหรือเด็กๆออกมาวิ่งเล่น เว้นแต่วิทยุยามเช้าของบางบ้านที่เปิดเพลงเก่าแก่ตกยุคเลยสมัย ต้นไม้แคระแกร็นบนเกาะกลางถนนไหวน้อยๆตามสายลมเช้าปล่อยน้ำฝนที่ค้างใบจากเมื่อคืนให้ตกลงบนพื้นหญ้า ป้ายโฆษณาเก่าคร่ำบางใบฉีกขาดตกลงเรี่ยพื้น บางใบขึงตึงโต้ลม บอกข่าวเทศกาลอาหารที่ผ่านพ้นไปแล้วหลายสัปดาห์ บางผู้คนหิวเร็ว แต่เดินช้าเพิ่งเดินมาถึงร้านขาย ติ่มซำตอนเช้ามองเห็นพวยควันสีเทากลืนหายคล้ายหมู่เมฆ

บ่ายคล้อย แดดร้อนขับไล่แอ่งน้ำฝนบนถนนให้เหือดสิ้นในไม่นาน เด็กทารกหลับใหลอยู่บนเบาะรองลายการ์ตูน แม่บ้านโงกหลับไปกับละครทีวีฉายซ้ำยามบ่าย เด็กๆในห้องเรียนถวิลหาอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าอย่างเหลือแสน คิดถึง ลูกชิ้นทอดกรอบเสียบไม้ ราดน้ำจิ้มหวาน ชาดำเย็นใส่ถุงที่มีหยดน้ำเกาะพราว นักท่องเที่ยวก้าวจากรถทัวร์เข้าร้านขายของที่ระลึก แล้วก้าวกลับขึ้นรถทัวร์ ชายหาดพราวขาวฟองคลื่น ฝรั่งสองคนเปลือยหลังนอนอาบแดด ขณะที่หมอนวดเท้าหลบใต้ร่มสน เด็กตัวดำเดินขายน้ำอัดลมใส่กระติกน้ำแข็ง ราคาแพงกว่าข้างบน ใครบางคนโผลงเล่นน้ำทะเล ให้แดดอาบไล้ใต้น้ำเค็มปร่า คนทำงานแทบฟุบหลับในออฟฟิศจนต้องลุกไปชงกาแฟ แวะคุยแผนของตอนเย็นไว้สองสามคำ แล้วกลับเข้าคอกส่วนบุคคล แม่ค้าต้มน้ำกระดูกหมูในหม้อต้นจนควันกรุ่นหอมพวยพุ่งจัดเรียงเกี๊ยว ลูกชิ้น และเส้นบะหมี่ขึ้นบนตู้ขณะที่บางร้านปลดไก่ต้นและชิ้นหมูแดงแห้งแข็งลงจากตู้กระจก ขูดเศษเนื้อบนเขียงแล้วเช็ดมือกับผ้าขี้ริ้ว เจ้าหน้าที่ราชการหน้าตาบอกบุญไม่รับเมื่อมีประชาชนมาทพำบัตรตอนบ่ายสามโมงครึ่งเธอตบแป้งเตรียมตัวออกไปรับลูกแล้วจอนนั้น และวงเวียนกลางใจเมืองสงบกลางแสงแดด รถมอเตอร์ไชค์สองคันวนรอบไปเกือบชนรถกระบะอีกคัน แต่ก็หลบเลี่ยงกันไป หอนาฬิกาอันใหม่นั้น เงียบเสงบ เวลาเดินช้ากว่าที่มันควรจะเป็น ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองเคลื่อนตัวช้าลง

และนี่คือเมืองของเรา เงียบเหงา เศร้าสร้อย หรือคึกคัด พลุกลพ่าน ผู้คนผ่านเข้าแล้วก็ออกไป แสงแดด สาดมาและจากไป ยามเย็นเป็นสีส้ม ยามเช้าเป็นสีส้ม ยาค่ำเป็นสีน้ำเงิน รุ่งสางก็เป็นสีน้ำเงิน ยามสายสะท้อนเงาตกกระทบถนน ยามบ่ายก็สะท้อนเงาอีกฝั่ง วันคนเคลื่อนคล้อยไป ในเมืองเหงาที่เรารัก

โดย F I L M S I C K

-1-

คงไม่มีใครคนใหนเกิดมาแล้วไม่รู้จัก ส้ม

ผมหมายถึงส้ม ที่เป็นลูก พืชที่ต้องปลูกบนที่สูง อากาศเย็น เพื่อนผมนำมาฝาก

มันถูกแบ่งออกเป็นสอง ส่วนหนึ่งเป็นของเขา อีกส่วนยื่นให้ผม

ข้าไม่ชอบกินส้ม ผมว่า แต่เขายิ้ม ยังไงก็แบ่งแล้ว รับไว้เถอะ

ผมขอบใจ รับไว้มาอย่างนั้น กลัวเสียน้ำใจ

ก็แค่นั้น เรื่องราวของผลส้ม แบ่งแล้วผมไม่กิน ทำไงได้

ก็คนไม่ชอบกินส้ม

-2-

โลกเราถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เพื่อนผมบอก ส่วนผมอยู่ในส่วนที่คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ เขาว่าของเขาอย่างนั้น ก่อนร่ายยาวเรื่องอื่นต่อ ผมไม่ได้สนใจฟังความขยายมากนัก จับได้ใจความช่วงหลังๆ อีกนิดหน่อย ก่อนพวกเราจะแยกย้าย บ้านใครบ้านมัน

จำได้ว่า ผมอยู่ใน โลกคนส่วนใหญ่

ใช่-ผมถูกบรรจุไว้อยู่ในส่วนเดียวกับคุณ ไม่มีทางแก้ไขได้อีก (อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะเลือกเปลี่ยนด้วยตนเอง) ส่วนอีกอีกส่วนไม่ใช่คู่ตรงข้าม ไม่ใช่ส่วนกลับขั้ว ไม่ใช่โลกใต้พิภพ ไม่ใช่แง่นั้น ไม่ใช่ทางกายภาพจับต้องได้

มันเป็นเพียงแค่ส่วนของโลกที่ไม่มีใครคนไหนกล้าป่าวประกาศว่า ฉันตัวคนเดียว ยืนอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวลำพัง เท่านั้นเอง

-3-

ถ้าวันไหนผมเหนื่อยหนักกับการทำงาน ผมกลับบ้านนอนพัก ฟังเพลง

ง่วง ผมนอน เหนื่อยผมพัก มันก็คือกลไกของร่างกายที่แจ้งเตือน มีกันทุกคนอยู่แล้ว เร็วช้าอยู่ที่สุขภาพประจำตัวของแต่ละคน ใช่หรือไม่

โดยเฉพาะร่างกายของเราเอง แต่รู้ทั้งรู้เราก็ยังฝืนทรมานมันอยู่ เพียงเพราะต้องการสิ่งที่เรียกว่า เงิน

เงินน่ะจำเป็น ผมเข้าใจ ไม่ได้บอกว่าไม่ แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด สุนทรียศาสตร์ ในชีวิตก็จำเป็น ใม่ใช่ว่ามีข้าวกินแล้วเราจะสบาย กินอิ่มนอนหลับ ทำงาน ปกติสุข แบบนั้น ไม่ใช่ บางคนแค่นั้นก็พอ แต่กลับบางคนแค่นั้นก็ยังไม่พอ

เราต่างก็อยู่ร่วมกัน ในเมืองๆ หนึ่ง

ที่มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบกินส้ม

-4-

เราเหนื่อยไหม จะไปทางไหนกันต่อ

หากยังปล่อยให้ร่างกายแย่ลง จนส่งผลถึงภายในหัวจิตหัวใจตัวเอง ก็ต้องหยุดยืนนิ่งค้าง อ้าปากหาวคำใหญ่โทษว่า กูตัวคนเดียว

เคยไหม เวลาใครถามแล้วเราบอกปัดโดยไม่ใยดี เพียงเพราะเราเหนื่อยล้าจากบางอย่างซึ่งไม่เกียวข้องกัน

เคยไหม เวลาที่ต้องการปลีกตัวอยู่คนเดียว เพียงเพื่อสงบสติ ทำใจให้สงบกับเหตุการณ์รอบข้าง คิดทบทวนบางอย่าง (อันน้อยนิดประจำวัน) กลับทำให้คนสนิทใกล้ชิดไม่เข้าใจ สงสัยในพฤติกรรมสามัญของเรา ถึงขั้นโกรธเคืองว่า ไม่สนใจใส่ใจ ประสาทบ้าบอ

เคยไหม ที่ตัวเองไม่มีเงินสักบาท แต่กลับต้องยิ้มรื่นสุขสบายกายจะตาย หยิบยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่ายในเวลาที่น้องนุ่งก็ต้องกินข้าว รอเงินที่ยืมมาของเราเหมือนๆ กัน

ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดิ่งลงต่ำ ขีดแสดงความเป็นคนลดฮวบฮาบอย่างน่าใจหาย

ตอบตรงๆ ผมเคย และไม่แน่ใจว่าถึงตอนนี้จะยังเป็นอยู่หรือเปล่า

ไม่มีอะไร นั่นแค่เรื่องประจำวันของผม แก้ไม่หาย ต้องสะสางวันละนิด

บางทีก็... จนกว่าจะตาย

เท่านี้เองแหละชีวิต ไม่มีเรื่องใดยากเกินทำความเข้าใจ โดยเฉพาะชีวิตคนเปล่าดายอย่างผม

และโลกส่วนที่เราอาศัยอยู่

-5-

มองในมุมกลับ สิ่งที่ทำให้บางคนพักผ่อนได้สบายๆ โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ มันก็แค่ความงามง่ายๆ ของเพลงที่ฟัง หนังที่ดู และคำพูดว่า สบายดีหรือ ของคนรู้จัก ที่หาซื้อไม่ได้ด้วยสิ่งของที่เรียกว่า เงิน

ไม่มีใครคนไหน อยู่ตัวคนเดียว ยืนตัวคนเดียวได้ลำพัง จริงๆ หรอก เราต่างมีคนคอยเป็นห่วง อาศัยอยู่รอบข้าง โลกอีกส่วนจึงยากที่คนอย่างเราจะเข้าถึง

-6-

โลกส่วนนั้นคือโลกอิสระ เพื่อนผมพูดขึ้น หลังจากมันพูดเรื่องอื่นอีกหลายเรื่องจบลง

แกเคยเห็นรึ ผมถาม

ไม่เคย เขาตอบ

ไหงตอบง่ายงี้วะ ผมว่า ยื่นส้มคืนเพื่อน ยังไงอยู่กับผม ผมก็ไม่กิน ให้มันกินเองให้หมดดีกว่า

วันนี้หากเรายังอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งคนส่วนใหญ่ ยังไม่พร้อมที่จะรับฟังปัญหาของกันและกัน มองเห็นแต่ตัวเอง เงินของตัวเอง คำพูดของตัวเองอยู่

อย่าว่าแต่ส้มแบ่งครึ่งเลย แม้แต่ตัวเราเองทั้งตัว ก็คงไม่มีค่า ที่จะผ่าครึ่งแบ่งใคร

นกฮูก6911 ตุลาคม 49

Aimless Wanderer

posted on 11 Oct 2006 14:48 by lonesome-cities  in LONESOME-CITIES

...

ตามปกติแล้ว ในตอนบ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้ จะถือเป็นเวลาของเรา แต่นี่เป็นเวลาหลายอาทิตย์แล้ว ที่เราไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย หลังจากที่ได้ทะเลาะกันวันนั้น

จริงๆ แล้ว มันก็ไม่เชิงว่าทะเลาะกันหรอก และเราก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดกัน แต่มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ซึ่งเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา 2 คน มานานระยะหนึ่งแล้ว

ตอนบ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้ ผมจึงออกจากบ้านมาเดินเตร็ดเตร่คนเดียว อย่างไร้จุดหมาย พร้อมกับความรู้สึกมึนงงอย่างบอกไม่ถูก

ค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปในย่านการค้ากลางเมืองอันพลุกพล่าน แล้วปล่อยให้คนแปลกหน้านับร้อยนับพัน ห้อมล้อมตัวผมเอาไว้ โดยมีถนนหนทาง ตึกอาคารศูนย์การค้าขนาดยักษ์ ร้านรวงอันหรูหรา 2 ข้างทาง และโครงข่ายรถไฟฟ้าที่อยู่สูงท่วมหัว โอบคลุมพวกเราทุกคนเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมจึงไม่นอนอยู่กับบ้าน แล้วเปิดทีวีหรือดีวีดีดูในห้องนอนติดแอร์เย็นฉ่ำ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ต้องออกจากบ้าน มาเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่อย่างไร้จุดหมาย

และไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมชีวิตผมจึงต้องวนเวียน อยู่กับสถานการณ์และความรู้สึกแบบนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนกับว่าชีวิตนี้ไม่เคยมีความคืบหน้าใดๆ

เทียบกับคนอื่น ที่มองชีวิตในแบบที่มีความสอดคล้องกับเวลา เขาจะเห็นชีวิตดำเนินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง และเรียกเส้นทางนี้ว่าวิถีชีวิต

แต่สำหรับผม ชีวิตเป็นเส้นที่ตั้งฉากกับเวลา ถ้าให้เวลาดำเนินไปข้างหน้า ชีวิตจะค่อยๆ เบนออกไปทางข้างๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ชีวิตก็ยิ่งออกข้างทาง ห่างออกไปไกลเท่านั้น

ดังนั้น สำหรับผม จึงไม่มีคำว่าวิถีชีวิต เพราะชีวิตไม่ได้เดินไปตามเส้นทางข้างหน้า แต่ชีวิตคือการโซซัดโซเซออกไปข้างทาง ซึ่งเวิ้งว้าง ว่างเปล่า มองออกไปไกลแค่ไหน ก็กลับยิ่งมองไม่เห็นอะไร และมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นเส้นทางด้วยซ้ำ

ถ้ามีเธอมาด้วย เธออาจจะมีจุดหมายของเธอ ซึ่งผมอาจจะสามารถพึ่งพิงอาศัยมัน ถือเอาเป็นจุดหมายของผมเองด้วยเลย แต่เมื่อไม่มีเธอมา การเดินครั้งนี้จึงไร้จุดหมายอย่างสิ้นเชิง

เข้าซอยนี้ ออกซอยนั้น ขึ้นตึกนี้ ลงตึกนั้น ผมก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา โดยไม่สามารถหยุดเท้า ณ จุดใด ทำราวกับว่ากำลังจะรีบมุ่งหน้า ไปให้ถึงจุดหมายที่ไหนสักที่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว จุดหมายไม่เคยมีอยู่

คนอื่นๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นถึงความไร้จุดหมายของผม เช่นเดียวกับที่ผม ก็ไม่สามารถสังเกตเห็นถึงความไร้จุดหมายของพวกเขา

เป็นไปได้ไหม ว่าบางทีพวกเขาก็กำลังเดินไปอย่างไร้จุดหมาย เช่นเดียวกับผม พวกเราต่างกำลังออกนอกวิถีชีวิต ลงไปเดินข้างทาง และห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

ระยะทางบนบาทวิถีที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยความคืบหน้าของชีวิต

ใบหน้าผู้คนแปลกหน้าที่ผ่านไป ช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา

ความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองที่โอบล้อมปกคลุม ช่วยกอบกู้ความรู้สึกมั่นคงในใจ

ใจกลางเมืองใหญ่ เราต่างออกเดินด้วยเหตุผลเดียวกัน คือไม่มีเหตุผล หรือว่าบางทีการเดินแบบนี้ อาจจะมีเหตุผลของมันอยู่? ผมไม่แน่ใจ

โรงหนังแบบสแตนด์อะโลนตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันอยู่ในวิถีทางเดินพอดี ผมจึงเดินตรงเข้าไปข้างในอย่างไม่อาจขัดขืน บันไดอันสูงชันนำพาผมไปสู่หน้าห้องขายตั๋ว จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกที ก็ได้มาถึงทางตันเสียแล้ว

บางที การดูหนังสักรอบ อาจจะเป็นจุดหมายที่ดีจุดหมายเดียวที่เหลืออยู่ ในการออกจากบ้านมาเดินเตร็ดเตร่ ตลอดบ่ายวันอาทิตย์ ผมจึงซื้อตั๋วหนังเรื่องอะไรก็ได้รอบถัดไป แล้วทิ้งตัวลงนั่ง บนโซฟาที่หน้าโรง ด้วยความเมื่อยล้า

สายตาเหม่อมองผู้คนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาหน้าห้องขายตั๋ว เหม่อมองสถาปัตยกรรมของโรงหนังเก่าแก่แห่งนี้ ผมค่อยๆ รู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ แต่เป็นแค่สายตาคู่หนึ่ง ที่มองเข้ามาอย่างสังเกตการณ์

ถ้ามีเธอมาด้วย เหมือนกับเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนหน้านี้ ก็คงจะดีไม่น้อย เราอาจจะได้นั่งคุยปรับความเข้าใจกัน ระหว่างรอรอบหนัง

แต่ก็ไม่เป็นไรแล้วล่ะ! ตอนนี้ผมนั่งอยู่เฉยๆ ได้ โดยไม่ต้องออกไปเดินเตร็ดเตร่ เพราะผมมีจุดหมายจริงๆ แล้ว คือรอดูหนังรอบถัดไป

การดูหนังคนเดียว เป็นจุดหมายที่ดีที่สุดจุดหมายเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้

ผมว่าโรงหนังแห่งนี้เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการมาดูคนเดียว คงมีหลายคนที่คิดเหมือนผม ดังนั้น เวลาลุกขึ้นยืนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนหนังฉาย ผมมักจะสังเกตเห็นหัวคนโด่เดี่ยว กระจัดกระจายอยู่ทั่วโรง

ที่สำคัญคือโรงหนังแห่งนี้ มักจะฉายแต่หนังชั้นดี ประมาณว่าเข้าชิงรางวัลออสการ์ หรือหนังอินดี้หาดูไม่ได้ในโรงหนังมัลติเพล็กซ์แบบใหม่บนศูนย์การค้า ที่ฉายแต่หนังตลาดๆ ดาษดื่น และไม่เหมาะสำหรับการไปดูหนังคนเดียวอย่างยิ่ง เพราะรอบตัวคุณจะมีแต่คู่รักวัยรุ่นกอดก่ายกันนัวเนีย

ภาพบนจอโลดแล่นไปเรื่อยๆ มันหนังแนว Road Movies เกี่ยวกับผู้ชาย 2 คน ที่กำลังเผชิญปัญหา Mid-Life Crisis จึงออกเดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน มุ่งไปตามเส้นทางสายไวน์แห่งแคลิฟอร์เนีย

น่าแปลกใจนะ ว่าทำไมเมื่อคนเราเจอปัญหาชีวิต และหาทางออกไม่ได้ เรามักจะทำอะไรเหมือนๆ กัน คือการเดินทาง หลีกหนีออกจากวิถีชีวิตเดิม แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ๆ ห่างไกลออกไป

ราวกับว่ามันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และราวกับว่าเราต่างก็รู้ว่าการทำเช่นนี้ จะมีส่วนช่วยแก้ไขอะไรๆ ในชีวิตได้

แต่ประเด็นหลักของหนังแนว Road Movies ที่จะสื่อต่อผู้ชม กลับไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง ที่ตัวละครตั้งไว้เมื่อตอนเริ่มออกเดินทาง

ประเด็นหลักกลับอยู่ในระหว่างการเดินทาง กระบวนการ และรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวละคร ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงตอนจบ

ผมคิดว่าการเดินทางของตัวละครใน Road Movies จึงไม่ต่างไปจากการเดินเตร็ดเตร่ในเมืองใหญ่ อย่างไร้จุดหมาย

เราล้วนต่างก้าวออกจากวิถีชีวิตอันคุ้นเคย แล้วมุ่งหน้าเดินทางไปโดยไร้จุดหมาย หรืออาจจะมีจุดหมายเทียมๆ ตั้งเอาไว้ปลอมๆ เช่นการดูหนังคนเดียวสักเรื่องในบ่ายวันอาทิตย์ และเราก็รอคอยให้สภาพแวดล้อม หรือเหตุการณ์รอบตัว มากระทบเรา จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ถนนหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นแดง ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา 2 ข้างทาง และเทือกเขาที่โอบล้อมอยู่ไกลๆ ถูกใช้เป็นฉากหลังของหนัง Road Movies

เปรียบเหมือนกับถนนในเมือง ร้านรวง 2 ข้างทาง เสาตอม่อของรถไฟฟ้า ตึกอาคารศูนย์การค้า และโรงหนังเก่าแก่แห่งนี้ ซึ่งเป็นฉากในการเดินเตร็ดเตร่กลางเมือง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจของผมในตอนนี้หรือเปล่า ที่ทำให้รู้สึกอินกับหนังที่กำลังดูเป็นพิเศษ

เรากำลังประสบกับสถานการณ์วิกฤตในชีวิตเหมือนกัน คือการเข้าสู่วัยกลางคนอย่างไม่ค่อยมีความสุข เพราะไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตและการงาน และกำลังมีปัญหาความสัมพันธ์กับคนรัก

ผมอยากรู้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ จะพบอะไรจากการเดินทางของเขา และสิ่งนั้นจะทำให้พวกเขาข้ามผ่านปัญหาชีวิตอย่างไร เผื่อว่าสิ่งนั้น จะมาเกิดขึ้นกับผมบ้าง

การเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย และการดูหนังคนเดียว ในบ่ายวันนี้ ไม่แน่ใจว่า ด้วยใครสักคน หรือเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะทำให้ผมกลับเข้าไปเดินอยู่ในเส้นทาง

ถ้าชีวิตนั้นมีจุดหมายอยู่จริง

...

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร GM Plus พฤษภาคม 2548


ชิ มา เนะ

posted on 17 Oct 2006 20:52 by lonesome-cities  in LONESOME-CITIES

ชิ มา เนะ

ชิมาเนะ ไม่ใช่เมืองที่เหงา แต่การเดินทางออกจากชิมาเนะเหงาอย่างยิ่ง
หลายๆครั้ง คุณคงรู้สึก-เพราะเมืองที่เราจากมานั้นไม่เหงา แต่จะทำให้เราเหงาเมื่อเรามายืนถอนหายใจ
อยู่เมืองอื่น แล้วคิดถึงมัน

ผมอาจจะจะเริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยการไปถึงชิมาเนะ มากกว่าการจาก

หลังจากการเดินทางอันยาวนานบนรถบัสเที่ยวกลางคืน จากย่านชิบูยะล่องใต้มาถึงเมืองเล็กๆรถบัสมาถึงสถานีเมื่อตอนเช้าแล้ว เป็นเช้าที่อากาศกำลังเย็นสบาย เราต่อรถไฟท้องถิ่นเพื่อเดินทางตามราง
เลียบทะเลไปสู่หุบเขา และมันเป็นเช้าวันที่ผมไม่เคยลืมเลือน
รถไฟท้องถิ่นขบวนนั้นเก่าแก่ และเส้นทางก็เก่าแก่ไม่แพ้กัน ผมไม่อาจบรรยายให้เห็นได้ดี ดีกว่าคือคุณ
หาหนังเรื่อง Poppoya Railroad man มาดู มันเป็นรถไฟแบบนั้น คนขับแบบนั้น ท่าทีจริงจังของคนขับทำให้ผมอมยิ้ม
เขาต้องมีท่าทางประจำตัวเวลาจอดหรือออกรถ เช่นชี้มือไล่ตามหน้าปัดของคอนโทรล
(ตอนหลังผมจึงรู้ว่ามันเป็นกฏระเบียบเพื่อกันลืม)
รถไฟเคลื่อนตัวไปตามราง ผ่านทุ่งนาฤดูร้อน ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ และเริ่มพาตัวเองเข้าไปยังหุบเขา
และเหมือนเป็นของขวัญจากโลกใบนี้ มีบางช่วงเราต้องผ่านรางเลียบทะเล
ทะเลญี่ปุ่นไม่สวยเหมือนอันดามัน แต่บรรยากาศวันนั้นสวยกว่าที่ไหนๆ

2
ชิมาเนะ คือเมืองบ้านนอกของญี่ปุ่น แฝงตัวเองอยู่ในหุบเขา ภายในบรรทัดเดียวในการแนะนำชิมาเนะคือ

+ เมืองที่ในตำนานที่มีอยู่จริง และถูกนำไปเป็นภาพยนตร์การ์ตูน-Princess Mononoke-ของ
Gibli Studio +

คุณลุงผู้มาเป็นไกด์ (และในบางวัน คุณลุงคือครูรับเชิญ ที่ต้องสอนเรื่องตำนานของเมืองให้แก่เด็กๆ )
ผมคิดถึงเจ้าหญิงหมาป่าในเรื่อง Princess Mononoke แล้วก็ทำตัวเป็นนักเรียน ฟังคุณครูเล่าถึงตำนานโบราณ
ของการสร้างประเทศญี่ปุ่น และตำนานเหล่านั้นมีที่มาจากเมืองชิมาเนะนั่นเอง
แต่เดิม เมืองชิมาเนะมีชื่อเสียงด้านการถลุงเหล็ก มีเจ้าที่ดินที่ทำกิจการนี้ คือตระกูลซากุไร เหล็กจากชิมาเนะคือเหล็กคุณภาพดี ที่ถูกนำไปทำดาบของซามูไร -อีกด้านหนึ่ง หากญี่ปุ่นสร้างประเทศด้วยดาบ ชิมาเนะก็เป็นที่มาของการสร้างประเทศเมื่อคิดถึงว่าญี่ปุ่นสร้างประเทศด้วยดาบ ผมคิดว่าน่าดีใจกว่าที่ญี่ปุ่นก็สร้างประเทศด้วยตำนานเทพเจ้าด้วยเช่นกัน
คุณลุงครูเล่าว่า ชิมาเนะคือแหล่งส่งออกเทพเจ้า (ลุงคงไม่ได้พูดแบบนี้ แต่เพื่อนที่แปลให้ฟังพูดแบบนี้จริงๆ) ครูพูดถึงเรื่องนี้เมื่อพาเรามายังทางเดินป่า ไปยังเส้นทางน้ำตกที่มีก้อนหินใหญ่เท่าตึก ทุกอย่างล้วนมีที่มาและที่ทางของมันเอง
ศาสนาชินโต มีความเชื่อยึดโยงอยู่กับธรรมชาติ เทพเจ้าของชินโต ก็คือ เทพเจ้าธรรมชาตินั่นเอง -เทพเจ้าแห่งน้ำเทพเจ้าแห่งภูเขา เทพเจ้าหมาป่า ฯลฯ ล้วนกำเนิดมาจากเทพเจ้าสององค์จากชิมาเนะทั้งสิ้น ก่อนจะถูกส่งไปปกปักรักษาดูแลสถานที่ต่างๆทั่วเกาะญี่ปุ่น และเมื่อถึงเดือนสิบ เทพเจ้าทั่วญี่ปุ่นจะไปชุมนุมกันที่แม่น้ำแห่งชิมาเนะ

ความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ทำให้ญี่ปุ่นมีรากคอยถ่วงดุลกับความเจริญ ทางวัตถุอย่างสุดโต่ง สิ่งที่มิยาซากิพูดผ่าน Princess Mononoke คือเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ หนังกลับมีสเน่ห์มากขึ้น เพราะยังพูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน

เมื่อกลับมายังบ้าน ผมเปิดดูการ์ตูนเรื่อง Princess Mononoke อีกครั้งและด้วยความทรงจำที่ชิมาเนะ-ถึงมิตรสหาย ชิมาเนะทำให้เมืองที่ผมอยู่แสนเหงา
3.
ต่อเมื่อวันที่สองที่มาถึงชิมาเนะ จึงเจอกับเพื่อนคนไทยที่เดินทางมาญี่ปุ่นด้วยกัน หลังจากกระจัดกระจายกันไปร่วมประชุมที่เมืองต่างๆ แต่วันแรกก็ไม่เลวนักในบันทึกความทรงจำ
ผมเดินทางมากับคนแปลกหน้าสองคน ที่เพิ่งรู้จักกันด้วยเรื่องงานที่โตเกียว วันเวลาผ่านไป ได้รู้จักกับเพื่อนมิตรใหม่ๆ บางคนเราค่อนข้างแน่ใจว่า เราจะได้เจอกันเพียงครั้งเดียวในชีวิต ด้วยความจริงบางอย่าง ไม่อนุญาตโอกาสให้เราได้เจอกันอีก ถึงแม้ว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้าความสัมพันธ์ได้ถูกถักทอต่อเติม
เมื่อคนแปลกหน้ากลับกลายมาเป็นเพื่อน บางที แม้การเอ่ยคำลาจากก็เป็นเรื่องยากและเศร้าสร้อยเกินไป

แสงจันทร์คืนเพ็ญ
บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง
เสียงหัวเราะของเพื่อน

กลุ่มเพื่อนชาวญี่ปุ่นพูดคุยกันอย่างเฮฮา พวกเขาได้พบกับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกันจากเมืองต่างๆ เสียงเอฮาบอกว่าเขารู้จักกันมาก่อน
กลอนสามบรรทัดก่อตัวมันเองขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อเพื่อนเห็นผมเก้เก้กังกัง อยู่คนเดียวด้วยความไม่คุ้นเคย
กับความโดดเดี่ยว และการอาบน้ำกลางแจ้ง พวกเขาเข้ามาทักทาย และถามว่า เพื่อนผมยังไม่มาหรือ แต่ไม่ต้องห่วง
เวลานี้เราคือเพื่อนกัน ผู้ชายรู้จักกันง่าย (ยิ่งในห้วงเวลาอันเปิดเผยเช่นนี้-กรุณาอย่าคิดภาพตาม ;)
หลังจากนั้นบทสนทนาก็กลายเป็นเสียงหัวเราะ
ความประหม่าหายไป ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะเทพเจ้าแห่งบ่อน้ำร้อนหรือเทพเจ้าแห่งแสงจันทร์
บางที ธรรมชาติสอนให้เรารู้สึกถึงเหตุลที่เรามายืนอยู่บนโลก ด้วยความรู้สึกดั้งเดิม ไม่ถูกปรุงแต่งไปด้วย
ความรู้แปลกปลอม และมันสอนให้เราคิดถึงความสุขดั้งเดิมแบบง่ายๆ


แสงจันทร์คืนเพ็ญ
บ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง
เสียงหัวเราะของเพื่อน

กลอนสามบรรทัดนี้ยังคงไม่ลบเลือนในสมุดบันทึก ย้ำให้คิดถึงห้วงเวลางามๆที่ผ่านพ้น คิดถึงสิ่งที่Princess Mononoke พูดถึง-ความหมายของความสัมพันธ์-
และความทรงจำถึงชิมาเนะ เมืองที่จากมาแล้วเหงาอย่างยิ่ง

นก ปักษนาวิน
25491017.2050