MEN-ONLY

For my Daddy

posted on 07 Dec 2006 20:24 by lonesome-cities in MEN-ONLY

For my Daddy ทำสำหรับ Lonesome-cities ผมวาดภาพด้วยดินสอลงบนกระดาษเอสี่ แล้วใช้กล้องดิจิตอลถ่ายเป็นไฟล์วิดีโอ นำมาตัดต่อและใส่เสียงเพลง ซาวนด์แทร็กจากหนังเรื่อง Cinema Paradiso รบกวนให้รอโหลดไฟล์นานหน่อยนะครับ ใจเย็นๆ

ถ้าใครต้องการดูภาพวาดเต็มๆ พร้อมคำบรรยายแต่ละภาพ ขอให้เข้าไปที่ http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/12/blog-post_05.html http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/12/2.html http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2006/12/lonesome-cities.html

ขอบคุณครับ


edit @ 2006/12/07 20:56:24


edit @ 2006/12/08 19:02:00

เมืองเดียวดายมักมีอากาศร้อน

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพากันหลบแดดอยู่แต่ในคอกเล้า หลายตัวถูกส่งมาขายที่เมืองของพวกเราโดยชายชาวเมืองเดียวดาย (หมูบางตัวมีราคาถูกกว่าหมูที่เลี้ยงโดยเกษตรกรบ้านเราหลายเท่าตัว)

แมลงเล็กๆ สัตว์ป่าหายากทั้งหลาย หากินเฉกเช่นเดียวกับเมืองของเรา ไม่แปลกเลย ถ้าใครพลัดหลงไป เมืองเดียวดายจะเห็นแมลงปอบินว่อนอยู่ตามทุ่งหญ้า นกกาบินกลับรังหลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า

มีแค่เพียงชายหนุ่มยืนผิงแดด ใช่ กิจกรรมหลักของเมืองเดียวดาย ชายหนุ่มจำนวนน้อยนิด พากันออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เดินทางเหมือนมาทำงาน กลางลานแดดประจำเมือง มาพูดคุยเรื่องปัญหาต่างๆ เช่น ครอบครัว ภัยแล้ง น้ำท่วม ยกเว้นเสียแต่เรื่องการเมือง ชาวเมืองไม่มีเรื่องนี้อยู่ในหัว

อยู่กันโดยความเข้าใจกันและกัน เท่านี้

พวกเขาไม่ได้บ้าอากาศร้อนเป็นสิ่งจำเป็นของชายหนุ่ม ต้องตากกรำแดด เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงปกป้องเหล่าหญิงสาวในเมืองเดียวดาย ผลผลิตหลักของเมืองเพียงอย่างเดียวก็คือการให้กำเนิดชาวเมืองตัวน้อย

ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้น ถึงจะมีสิทธิในการเลือกเพศ

นี่อาจเป็นประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง หนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิ เลือกแล้วเลือกเลย เปลี่ยนแปลงไม่ได้
เว้นเสียแต่ไม่มีการหาเสียง

ขึ้นชื่อว่า เมืองเดียวดาย ย่อมมีน้อยรายที่มีคู่ครอง

ไม่ต้องนับหรอกว่าประชากรกว่าครึ่งเป็นเพศไหน

พวกเขาจะส่ายหน้าไม่ยอมรับความจริง ว่าพวกเขาต่างไร้เพศ ยากแยกแยะ ชายหญิง

นักข่าวตกงาน สถานีทุกช่องมีเพียงรายการเด็ก และโฆษณาสบู่ถูตัว

มีเพียงเท่านี้ ความต้องการของเมือง

อาบแดด อาบน้ำ ถูตัว และเลือกเพศ

เมืองทั้งเมือง ใครใคร่เป็นอย่างไรก็เลือกเป็น ง่ายเหมือนเลือกซื้อไอติม

ผมเพียงแต่รายงานความคืบหน้าของเมือง ตั้งใจศึกษาพฤติกรรมของชายที่เพึ่งรู้จักเขาหลังจากผมเดินทางกลับมาเชียงใหม่

ไม่แปลกหรอก เขาเหมือนกับเรา ผู้ชายตัวดำ

ผมมารู้ว่าเขาอาศัยอยู่เมืองเดียวดายก็ต่อเมื่อเห็นแขนที่ดำสนิทโผล่พ้นจากชายเสื้อ

นั่นทำให้ผมเข้าไปทักเขาโดยไม่ขัดเขิน (ปกติผมเป็นคนเงียบเชียบ แต่ถ้าเป็นผู้คนจากเมืองเดียวดาย ผมจะเข้าไปทักทายอยู่เสมอ)

มาทำธุระที่นี่เหรอครับ ผมกล่าวถาม เขา

ครับ เขาตอบ

อากาศร้อนนะครับที่นู่น เอาร่มไปใช้ไหมครับ ผมยื่นร่มให้ สงสารชาวเมืองเดียวดาย

เขารับ แล้วกล่าวขอบคุณ เราแยกจากกัน บทสนทนาสิ้นสุด เท่านั้น

แค่ร่มไม่กี่บาท เดี๋ยวผมซื้อหาเอาใหม่ก็ได้ ไม่สลักสำคัญกับชีวิตผม แม้แต่พวกเราชาวมหานคร น้อยรายที่ผู้ชายจะพกร่มติดตัว เอาเถอะ ในหลายสิ่ง มักมีแค่บางสิ่งบางอย่างเท่านั้น ที่เหมาะ หรือคู่ควรกับชีวิตคนเรา

เหมือนน้ำกับฟ้า ปลากับทะเล ฝาชีกับข้าวเปล่า ดินสอพองกับวันสงกรานต์

เราล้วนดำเนินชีวิตอยู่ในเมืองใหม่อันมีสิ่งต่างๆ แพ็คขายเป็นคู่

เมืองอันมีเพศ ชายหญิง

รับรู้ร่วมกัน

ซึ่งต่างกันกับเมืองเดียวดาย

-----------------------------

เมืองเดียวดาย มักมีอากาศร้อน
ชาว
เมืองเดียวดายจึงมีน้อยราย ที่จะเลือกเป็นผู้ชายยืนตากแดดให้ตัวดำสนิท

เพื่อร่างกายของเขาจะแข็งแรงสามารถต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่าง ที่แข็งแกร่งกว่าไข้หวัดนกทนทานกว่าสารพิษ ร้อนแรงกว่าไฟป่า

เพื่อปกป้องชาวเมืองที่เลือกเป็นหญิง อาศัยอยู่แต่ในบ้าน

หญิงสาวอันเป็นที่รักของพวกเขา

นกฮูก69 5 ธันวาคม 2549

มันเป็นคืนที่ฝนตก คืนประหลาดอันเปล่าเปลี่ยว ในโรงหนังร้างของเมือง ผมพบกับไรเนอร์ แวเนอร์ ฟาสบินเดอร์

เขานั่งอยู่บนที่นั่งหมายเลข E 14 ชิดทางเดินกลางโรงหนังร้างโหรงเหรง แรกทีเดียวผมเห็นควันบุหรี่ก่อนจะเห็นเขา พวยควันสีขาวขุ่นคดโค้งขึ้งเครียดอยู่เหนือหัวเขา บนจอหนัง ที่กำลังฉายเรื่อง IN THE YEARS WITH 130MOONS ภาพของกะเทยแปลงเพศนางหนึ่งกังกระเซอะกระเซิงร้องเพลงปลอบขวัญตัวเองหลังจากถูกทุบตี เธอนั่งพิงฝาน้ำตาไหลเลอะเครื่องสำอาง

ผมนั่งถัดจากเขาไปสองแถว พยายามทำตัวเบาที่สุดเพื่อไม่ให้เขารู้การมีอยู่ของผม มองจากมุมเฉียง เขาดูอ้วน และเจ้าอารมณ์ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาเป็นในช่วงท้ายๆของชีวิต หลังจากอบร่ำตัวเองด้วย สุรา ยาเสพติด เซกส์ และการทำงานอันหนักหนาสาหัส เขาทำหนังปีละหลายๆเรื่อง อายุงาน เพียง 12 ปี ทำหนังไปถึง 43 เรื่อง เขาตายจากการเสพยาเกินขนาด แต่หลายคนคิดว่าเขาฆ่าตัวตาย ผมก็ด้วย

และบัดนี้ เขาอยู่ตรงนั้น ปรากฏตัวต่อหน้าผม นั่งสูบบุหรี่จ้องมองหนังของตัวเอง อยู่ในโรงหนังรกร้างที่ถูกลืม เก้าอี้ที่นี่แข็งกระด้างเพราะฟองน้ำบุเสื่อมสลาย กลิ่นแอร์เก่า สาบอับ และผ้าม่านก็เต็มไปด้วยไรฝุ่น

เอลวิรา หญิงสาวบนจอชื่อเอลวิรา เมื่อก่อนเธอเป็นผู้ชายชื่อ เออร์วิน เขาเคย ทำงานในโรงงานฆ่าสัตว์ ตกหลุมรัก แอนทอน เพื่อนร่วมงานหนุ่ม ซึ่งเคยบอกว่า มันคงดีถ้าเขาเป็นผู้หญิง เขาจึงไปแปลงเพศ แต่ แอนทอนไม่เคยรักเขา เอลวิรา จึงได้แต่แร่ร่อนหารัก ไปจนตัวตาย

ว่ากันว่า ฟาสบินเดอร์ สร้างหนังเรื่องนี้หลังจาก คู่รักชายของเขาฆ่าตัวตาย เขากลั่นเอาความเกรี้ยวกราดที่เขามีทั้งหมดใส่ไว้ในหนัง ตอนนี้เขาผู้ซึ่งควรจะตายไปแล้ว กำลังนั่งดูหนังเรื่องนี้เงียบๆคนเดียวอยู่

ผมดุหนังไปจนถึงฉากโรงฆ่าสัตว์ เอลวิราเข้าไปในโรงฆ่าสัตว์ ภาพบนจอ คือการจับจ้องมองการเชือดคอวัว จับมันห้อยหัวแล้วหาดคอ เลือดพุ่งกระจายเป็นสายสีแดง ก่อนที่วัววตายจะไหลตามสายพานสู่ขั้นตอนต่างๆ จนเสร็จเป็นชิ้นเนื้อ กล้องจับจ้องมองโดยไม่แสดงอาการใดๆ ขณะที่เราจะได้ยินเพียงเสียงบรรยายถึงชีวิตบัดซบของเธอ ความทุกข์ที่เธอได้รับ ไม่ว่าเธอจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน ก็ไม่มีใครรัก มีเพียงความทุกข์ระทมเท่านั้นที่เป็นเพื่อน

ผมคิดว่าผมไม่อาจทนดูได้ต่อไป ผมไม่รู้ว่าผมมาที่นี่ได้อย่างไร ทั้งที่ผมรู้อยู่เต็มอกว่าโรงหนังร้างนี้ปิดกิจการไปหลายปี ผมตัดสินใจจะเชื่อว่านี่คือภาพฝัน ละผมคงกำลังหลับใหลอยู่ที่ไหนสักแห่ง บางทีแค่ลุกไปทุกอย่างจะเลอะเลือน แล้วผมจะตื่นขึ้น ผมลุกขึ้น เสียงเก้าอี้เอียดออด แต่ฟาสบินเดอร์ ยังคงนั่งอยู่กับที่ เพียงเหลียวมองลอดแว่นด้วยหางตาเท่านั้น

ผมตั้งใจจะเดินออกมาจากที่นั่น จากความฝันไม่รู้ชื่อ แต่พอเลิกม่านสีแดงเลือดนกหนาหนักที่กั้นห้องฉายหนังไว้จากโถง ผมก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องน้ำชาย

โถฉี่กระเบื้องเคลือบสีขาว ขุ่นด้วยคราบสีเหลืองสกปรกของการใช้งานมายาวนาน กระเบื้องปูพื้นแตกร่อน และมีน้ำสกปรกขัง โถฉี่บางอันชำรุด เห็นสายท่อน้ำห้อยร่องแร่ง น้ำยังหยดติ๋งๆ กลิ่นเยี่ยวฉุนกึกประสมกับกับกลิ่นแอร์เก่าเก็บจากท่อแอร์ที่ผสมเอากลิ่นสเปรย์ปรับอากาศราคาถูกมาด้วย ผมยืนอยู่ที่นั่น กระจกติผนังเริ่มเลือนปรอทจนเห็นเป้นกระจกใสเปล่าเป็นรอยทาง อ่างล้างหน้าเขรอะไปด้วยน้ำที่ใครสักคนคงวักล้างหน้าอย่างไม่ปรานี หรืออาจจะล้างสิ่งอื่น

และเขายืนอยู่ด้านหลังผม ฟาสบินเดอร์ ร่างกายใหญ่ยักษ์ และเครารกครึ้ม

มันเหมือนฉากหนึ่งในหนังเรื่องสุดท้ายของเขาเอง เมื่อเควอเรลล์ กะลาสีเรือที่ทุกคนลุ่มหลง เล่นทอดลูกเต๋า กับนอนโน ชายเจ้าของร้านร่างกายกำยำถ้าชนะเขาจะไปคุณนายหลุยเซียนหรือที่จริงจะเป็นโสเภณีคนไหนในบาร์ก็ได้ ไปหนึ่งคืน แต่ถ้าเขาแพ้ เขาจะตกเป็นของนอนโน ชายผิวสีเจ้าของร้าน

ฉากนั้นเป็นสีเหลืองเรืองรอง นอนโน คร่อมอยู่บนตัวของเควอเรลล์ ไม่มีอื่นใดมากไปกว่าความใคร่ ใบหน้าของเควอเรลล์ บิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บ แต่ลึกเขากลับรู้สึกอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับนอนโน กับผม กับฟาสบินเดอร์ ในห้องน้ำสกปรก ที่หากจะมีสี คงเป็นสีขุ่นข้นสกปรก และมืดหม่น

- เราเป็นเพียงสัตว์ประหลาด การสมสู่ของเราเป็นเรื่องลามก และไม่มีใครใยดี โลกนี้มันเป็นอย่างนั้น เราถูกกำหนดให้มีเพศที่เราไม่ได้เลือก เราเป็นในสิ่งที่เราอาจไม่ได้อยากเป็น และเราได้แต่เสแสร้งแกล้งทำ ฟาสบินเดอร์ พูด ผมไม่แน่ใจว่านี่คือภาพฝันหรือไม่ ความเจ็บปวดมีจริง ความสุขสม มีจริง เหงื่อที่ชื้นแผ่นหลังมีอยู่จริง ดิ้นเร่าอยู่ในร่างของผม คำพูดของเขามาจากไหน ในหนังเรื่องเมื่อกี้ หรือบทสัมภาษณ์ใด หรือผมจินตนาการเขาขึ้นจากหนังที่ผมดู

- นายชอบมันไหม นายปฏิเสธมันไม่ได้หรอก ฉัน และ นาย เราไม่ใช่ ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง เป็นเพียงตัวประหลาด นายดูห้องน้ำนี่ นายเลือกได้ภาพหกน้าห้องน้ำไม่ได้ ห่าเอ๊ย กูไม่ไว้หนวดแบบนั้นเว้ย กูเกลียดหนวดระยำนั่น เขาสบถซ้ำ หอบหายใจหนักหน่วง

-มันง่ายกว่าถ้าจะเหมาเอาว่าเราเป็นตัวประหลาด เพราะมันเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะยอมรับว่า เราไม่ได้เป็นผู้ชายแบบที่ผู้ชายต้องเป็น นายเลือกเอาสิ คนปกติที่ประหลาด หรือคนประหลาดที่ประหลาด ไม่มีความประหลาดอันปกติ เพราะโลกเรามันประหลาด ไม่มีความเอ้อาทรอันจริงแท้ เพราะเรามันริยำกันทุกคน นายด้วย ฉันด้วย

ถ้อยคำของเขาหลุดเป็นห้วงๆ ผมคิดว่าเขาคงต่อยผมเตะผมลงไปนอนกับพื้นเหมือนที่เขาทำในหนังของเขาบ่อยๆ ในหนังของเขามันมักเป็นเช่นนี้ วงเวียนของการตกเป็นเหย่อ เขาไขว่คว้าหาบางสิ่งตลอดชีวิต แต่ไม่เคยได้รับ และกลับสิ่งที่เขาได้มา เขาจะขยี้มันจนแหลกคามือ

ใครทำให้เขาเป็นเช่นนั้นกันหนอ เขาไม่พอใจโลก ไม่พอใจตัวเอง หรือถูกทำให้ไม่พอใจตัวเองนะ เราอยู่ในห้องน้ำชายด้วยกัน กระทำสิ่งซึ่งห่างไกลจากความเป็นชาย แต่มีความเป็นชายอยู่บนโลกนี้จริงหรือ

ผมยันตัวออก หันมาเผชิญหน้ากับเขา แล้วต่อยเขาลงไปหมอบอยู่บนพื้น กางเกงยังค้างอยูบนเข่าเราทั้งคู่ ผมเตะเขาซ้ำอีกทีหนึ่ง จดจำทุกท่วงท่ามาจากหนังของเขา ผมตะโกนด่าทอเขา ไอ้วิปริต ไอ้จิตทราม คนอย่างแกตายๆไปซะ

คนอย่างแก ผมพูดอย่างนั้นออกไป ไม่รู้ว่าหมายถึงคนอย่างไหน แบบใด เพราะเราจัดจำแนกอะไรไม่ได้อีกแล้ว เราจะรักกันไม่ได้อีกแล้ว เพราะมีแต่ความแบ่งแยกจึงทำให้เรารู้จักตัวเอง แต่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้หรอก มันคือสิ่งที่เราต้องเป็นต่างหาก

กลิ่นห้องน้ำฉุนกึก เสียงเพลงตอนจบของหนังดังขั้น เอลวิรา เสียชีวิตไปอย่างเศร้าสร้อย ฟาสบินเดอร์ หมอบอยู่บนพื้น ที่จริงเขาตายไปตั้งนานแล้ว และผมกลายเป็นสัตว์ร้าย

คุณเห็นใจเราทั้งสามคนบ้างไหม ?

BY FILMSICK

ห้องน้ำชาย-coping machanism

posted on 04 Dec 2006 14:28 by lonesome-cities in MEN-ONLY


edit @ 2006/12/04 17:10:22

Tags