THE-GOOD

The Experiment

posted on 06 Apr 2007 00:51 by lonesome-cities in THE-GOOD
The Experiment

ภาพการ์ตูนที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากหนังเยอรมนี เรื่อง The Experiment
ถ้าคุณต้องการดูภาพชัดๆ ให้คลิกขวาไปบนภาพ แล้วกดเซฟไฟล์ เพื่อนำไปเปิดดูข้างนอกบล็อกครับ

1.


2.




edit @ 2007/04/06 01:06:10

collective mind

posted on 10 Mar 2007 13:08 by lonesome-cities in THE-GOOD

อย่างยาวนาน-ทั้งคืนปาริสุทธิ์นอนไม่หลับใจสั่นเขาหยิบยาPropanolol 10 มิลลิกรัมโยนเข้าปาก
เพื่อหวังบรรเทาอาการใจสั่นแต่ชัวขณะหนึ่งเขาล้วงคอตัวเองอาเจียนเอาเม็ดยาออกมา
ด้วยความคิด-หัวใจของเราไม่ควรถูกควบคุมแม้ด้วยสารเคมีในยา

นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นดวงพร่างฟ้าสีดำสนิท
เขาจึงลงมือเขียนจดหมาย -จินตนาการเป็นจดหมายไร้ภาษา ดั่งคลื่นวิทยุที่ถูกส่ง
ออกไปนอกโลก เพื่อสื่อสารไปไร้จุดจบ

มัชฌิมา
เช้าของวันฉันเข้าห้องเรียนกับเพื่อนๆ
ครูบอกว่าวันนี้เราจะเรียนรู้เรื่องความดีความงามและความจริง
ครูบอกให้นั่งล้อมวงใครอยากพูดก็ยกมือแล้วพูดทุกคนในวงรับฟังจนจบก่อนจะมีใครพูดคนต่อไป
ไม่มีการบังคับปล่อยไหลใครยังไม่อยากพูดก็ยังไม่ต้องขอเพียงรับฟัง
ในกลุ่มของฉันไม่มีใครพูดเลย
-
ทุกคนร้องไห้เมื่อเราคิดถึงความดี-เมื่อใครคิดถึงความดีเราย่อมนำนามธรรมของความดีออกจากความชั่ว
แยกขาดหมดจดเราประนามความทรามชั่วด้วยการขีดเส้นถอยตัวเองออกมายืนในฝั่งตรงข้าม
ครอบความชอบธรรมของความดีเพื่อป้ายสีความชั่วที่เราคิดว่าเป็นสีดำ

แต่จริงหรือ มัชฌิมา

ยุคสมัยหนึ่ง ทักษิณเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายของสังคมไทย
ฉันอยากยกตัวอย่างนี้--

ความชั่วร้ายของทักษิณแยกขาดจากตัวเราหรือไม่

ถ้าปราศจากด้วยความโลภโมโทสันอยากได้ใคร่มีของเราเราทั้งหมด
ทักษิณจะชั่วร้ายได้ถึงเพียงนั้นหรือ
ความชั่วของเขาแยกจากความชั่วของเราได้อย่างไร
ความโลภของเขาแยกออกจากความโลภของเรากระนั้นหรือ
ฉันเพียงแต่คิดหากเราไม่ชั่วคนอย่างทักษิณจะมีโอกาสทำเรื่องเลวร้ายหรือไม่
ในกลุ่มของเราฉันว่าเราเหนี่ยวนำบางอย่างเข้าหากันจึงไม่มีใครอยากพูด
เพราะเราไม่อยากประนามตัวเองใช่ไหมมัชฌิมา
เธออาจไม่ได้คิดถึงทักษิณในตอนนั้นแต่เธออาจจะคิดถึง
เหตุการณ์ที่ภาคใต้ที่อิรักที่ฉนวนกาซ่าหากปราศจากจิตใจที่ถูกถมเต็มด้วยโทสะของเรา
จะเกิดการฆ่าฟันหรือไม่ในกลุ่มของเราห้าคน

ถ้าอีกสี่คนไม่มีความโกรธอยู่เลยคนที่เหลือจะมีความโกรธจะรู้จักความโกรธได้จากไหน
ใครกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงในสังคมหากไม่ใช่ตัวเอง

เราร้องไห้ร้องไห้ให้กับความชั่วร้ายในตัวเราเองเราจึงไม่มีสิทธิประนามความชั่วของคนอื่นๆ
โดยปราศจากการประนามความชั่วของตัวเราเองใช่ไหมมัชฌิมา

ฉันมองหน้าตัวเองในกระจกฉันเห็นตัวฉันเห็นเธอเห็นทักษิณเห็นสรยุทธ์เห็นบุชเห็นบินลาดิน เห็นไลค์ และแอล
เห็นทุกคนบนโลกกระทั่งมนุษย์คนแรก
เห็นการสะสมความดีและความชั่วความงามและความชังและความจริงและความเขลาตั้งแต่ครั้งบุพกาล

ในแง่นี้ฉันอาจชั่วร้ายได้มากๆ เท่าๆกับที่ฉันจะดีได้มากๆ
และมันคือสิ่งเดียวกัน ไม่ตายตัว เลื่อนไหล
--

ปาริสุทธิ์จบจดหมายลงเพียงแค่นั้น
ใจกลับมาสงบนิ่ง
รุ่งสางแล้ว พระจันทร์อ้อมจากอีกทิศมาปรากฏอยู่ที่หน้าต่างตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจรู้
ทว่า ณ วินาทีนั้น
ก้อนหินขรุขระดวงนี้ช่างสวยงามลึกล้ำ


นก ปักษนาวิน
10032550-1356

เขาลืมตาตื่นขึ้นในห้องมืด สองแขนสองสองขาถูกมัดรัดรึงตอกตรึงกับเก้าอี้ตัวใหญ่ ไม่แน่ใจว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บรรยากาศชวนให้ครวญใคร่คิดถึงหนังสยองขวัญเลือดสาด เขาอาจถูกใครอีกคนที่ตอนนี้ซ่อนตัวในมุมมืดเชือดเป็นชิ้นๆ มันคงรอคอยเงียบเชียบตรงมุมห้อง รู้สึกตื่นระทึกเต็มที่ขณะที่เขากำลังดิ้นขลุกขลักอยู่กับพันธนาการที่ไม่มีวันปลดเปลื้อง เขาต้องการแสงไฟเจิดจ้าที่จะขับไล่ความกลัวในใจ ไม่ใช่ในความมืด -ออกไป

แล้วแสงไฟก็เดินทางมาถึง แสงนั้นกระพริบซ้ำๆ จนเขาปวดตา ไม่ได้ส่องฉายขับไล่ความมืดในห้องนี้ หากเพียงเรื่องเรืองเพื่อตัวมันเองเท่านั้น เขาพยายามปรับดวงตาให้คุ้นชินกับความเจิดจ้าของแสงที่ไม่ได้เจิดจ้า แสงนั้นประหลาด และผิดธรรมชาติ มันกระพริบวูบวับ เป็นจังหวะประหลาดๆ และคุกคามเสียยิ่งกว่ามืด เขากะพริบตาถี่ๆ ลืมเลือนชั่วขณะว่าตัวเองถูกมัดตรึงอยู่แสงนั้นทิ่มแทงในดวงตาราวมีดพันเล่ม แต่นั่นอาจเป็นทางรอดเดียวของเขา เขาจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะจ้องมองมันกล้ามเนื้อลุกตาเขม็งเกลียวขมวดมุ่น ดึงยืด และหย่อนคลาย ปรับดวงตาที่แสบปวดจนน้ำตาไหลนั้นให้เข้ากับแสง เมื่อแสงเลือนจางภาพจึงปรากฏมันคือจุดและเส้นบางๆพร่าเลือน กระจายเต็มจอ ใช่แล้ว มันคือภาพลูกน้ำหลังทีวีปิดสัญญาณ มาถึงตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า แสงนั้น ไม่ใช่แสงไฟ มันคือแสงจากทีวี

กลับมาตระหนักรู้อีกครั้ง ว่ากำลังตกในพันธนาการ สองอขนสองขามัดตรึงด้วยสายหนังแน่นหนา

พอขยับหนังก็ครูดกับเนื้อจนแดงถลอก ยิ่งเขาดิ้นรนก็ยิ่งบีบรัด เขามองดูต้นแขนห้อเลือดถลอกปอกเปิกของตน สัมผัสเจ็บปวดนั้นเป็นจริงชัดเจนจนไม่อาจหลีกเลี่ยง

พลันเสียงเพลงแว่วหวานแผ่วลอยตามลม ภาพลูกน้ำวูบไปปรากฏภาพใหม่ขึ้นแทนที่ มันคือทัศนียภาพอันสวยสดงดงาม ครามท้องฟ้าเข้มข้น เมฆสีขาวกระจายเกลื่อนฟ้า เสียงเพลงแว่วหวานชึมผ่านโสตประสาทเหมือนน้ำที่ไหลซึมเข้าไปในกระดาษทิชชู่จนชุ่มโชก

สรรพสิ่งดีงามไหลเข้ามาทางจอทีวีซึมไหลทะลุ ทะลวงทวารทั้งสี่ของเขา สองดวงตาเบิกโพลง สองหูสะเทือนเลื่อนลั่น ในนามของความดีข้าขอสั่งให้เจ้าเชื่อฟังในสิ่งดีงามที่ข้าจะบอกเล่าสู่เจ้า ผ่านสู่สองหูสองตาเจ้านี้ จงดู จงฟัง และจงเชื่อ การคิดใคร่ครวญจะทำให้เจ้าสงสัย ความสงสัยสิทำลายสรรพสิ่ง เจ้าไม่ควรสงสัย เพราะความดีงามนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ความดีงามคือความดีงาม บริสุทธิ์ และปราศจากข้อแย้ง ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงได้เลือกที่จะเผยแพร่ความดีงามนั้นไปสู่เจ้า จงจ้องมอง จงรับฟังและให้ความดีงามไหลผ่านตัวเจ้า เพื่อให้เจ้าได้จดจำ อย่างสิ้นสงสัย เพื่อให้เจ้าได้สิ้นสงสัย

สรรพสิ่งวิ่งพล่านในหัวเขาราวกับ กระแสไฟฟ้าลัดวงจร ในหัวสมอง รู้สึกร้อนเร่า กะโหลกศรีษะโป่งพองคล้ายจะระเบิดออก

เด็กน้อยวิ่งไปบนทุ่งหญ้า หมาเห่ากระดิกหาง หนุ่มสาวเข้าพิธีแต่งงาน คนหนุ่มบวชเรียน คนสาวนั่งพับเพียบทำอาหาร ในครัว รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ครอบครัวแสนสุข บ้านสวยมีรั้วรอบขอบชิด การเดินกุมมือไปในแสงอาทิตย์ เด็กๆอ้วนท้วนสมบูรณ์แก้มแดงสุกปลั่ง เดินไปโรงเรียน คนหนุ่มสาวแต่งตัวสวยหรู ขับรถมีระดับทำงาน วันหยุดชายทะเล สะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้ไรไร

แน่นอนเขารู้สึกว่าบางสรรพสิ่งตกหล่นสูญหาย บ้านเมืองสะอาดปลอดภัยไร้โจรขโมย ไม่มีคนตกงาน ไม่มีขอทาน ไม่มีคนพูดจาหยาบคาย ไม่มีผู้ก่อการร้าย ไม่มีการแบ่งแยกดินแดน ไม่มีวัยรุนเก็บกด ไม่มีความรุนแรง เว้นแต่สายหนังที่รัดข้อมือข้อเท้าเขา

มันคือภาพอันสมบูรณ์ที่เขารู้สึกว่ามันช่างบกพร่อง บางทีอาจเพราะสายหนังรัดข้อมือมันคันคะเยอ ราวกับกัดกินเนื้อเขาลึกเข้าไปถึงไขกระดูก

ไม่มีเพลงร๊อค ไม่มีการตบตีด่าทอ ไม่มีปืน ไม่มีการข่มขืน ไม่มีเพศสัมพันธ์ สรรพสิ่งไม่ถูกทำเบลอ เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นอันตรายต่อผู้ใด ความดีงามอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง

เขาใคร่คิดอาเจียน พลันตระหนักรู้ว่ายังมีสายหนังอีกเส้นรัดคอเขาอยู่ ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น เขากำลังถูกส่งมาเข้ากรับวนการหล่อหลอม ให้เป็นคนดี เป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์และผุดผ่อง กระบวนการเข้มข้น (เป็นคำที่เลือกใช้แทนคำว่ารุนแรง) และเขาต่อต้านมัน ลึกๆเขาคิดว่ามันเป็นเพียงสมองเขาเล่นไม่ซื่อ ภาพเหล่านั้นดีงามไร้ที่ติ เขายอมรับมนอย่างสุดจิตสุดใจ แต่บางครั้งเขารู้สึกผิดประหลาด แปร่งเพี้ยน มันดี เพราะมันดี มันนุ่มนวลสงบงามเพราะมันเป็นเช่นนั้น หรือเพราะบางสิ่งที่สกปรก หยาบช้า ถูกกีดกัน ออกไป ถูกครอบงำ ถูกทำร้าย ถูกบังคับให้ออกไป ที่เขาต้องการทำคือกระชากพันธนาการทั้งหมด และลุกขึ้นไปทุบทีวีห่านั่นทิ้ง

บางทีอาจเป็นเพราะสายหนัง ไม่ใช่ภาพนั้น หรือบางทีอาจเป็นเพราะภาพนั้นไม่ใช่สายหนัง ไม่เช่นนั้นก็เป็นที่กระบวนการทั้งหมด (ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ) ชายผู้นั้นได้เสียชีวิตลงระหว่างกระบวนการพัฒนาตนเอง มุ่งสู่ความเป็นเลิศในฐานะนมนุษย์ เป็นการยากที่จะสรุปรายงานว่าเป็นเพราะอาการหัวใจวาย หรือเพราะการแพ้สายหนัง แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อห้ามมาตลอด(ซึ่งรู้กันอย่างลับๆเฉพาะผู้ปฏิบัติงาน) ว่าห้ามเขียนรายงานเกี่ยวกับความบกพร่องของระบบกระบวนการ เนื่องจาก กระบวนการนี้สมบูรณ์ที่สุด เฉกเช่นความดีงามในภาพเหล่านั้น

ขอบคุณ CLOCKWORK ORANGE และ MURDER IN A BLUE WORLD หนังที่เป็นเสมือนคำทำนาย

อุทิศแด่ การจัดเรท ทีวี ในประเทศไทย

โดย FILMSICK

ช่วงหลายอาทิตย์มานี้ ผมวุ่นวายอยู่กับงานหนังสือ

ลิขสิทธิ์ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในชีวิตอยู่พอสมควร

ในความเป็นจริงแล้ว เราต่างก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในชีวิตกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ ไม่น่าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ ที่ควรมาอ่าน หรือมาคิดตามเลย

เหมือนสถานีวิทยุธรรมมะเปิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เราไม่เคยสนใจ หมุนหา อยากรู้
เหมือนมีงานแสดงดนตรีราคาหลักพัน แต่ศิลปินเป็นใครไม่รู้ ก็ในเมื่อไม่เกี่ยวข้องกัน ใครกันจะสนใจ แต่เรื่องในชีวิตประจำวันของเราเองต่างหาก ที่เราถึงจะอยากรู้

เช่นเดียวกับความหมายของการวิ่ง ก็คือการก้าวไปด้วยความเร็ว ในวินาที ที่ใกล้จะถึง เราก็ไม่รู้แล้วว่า เท้าที่เราใช้ มันจะเจ็บปวดจากการฝึกซ้อมมาสักเท่าใด ไม่ทราบเลยว่า มันเป็นอะไรไปมากแล้ว นี่แหละ จุดหมายของการวิ่ง จุดมุ่งหมายแน่วแน่ จุดหมายสูงสุดของชีวิตนักวิ่งเช่นเดียวกันกับเรา

จุดหมายของการมีชีวิตที่ดี ในอนาคต
เงินงาน และความสุข
ความดีงามจึงดูจะเป็นเรื่องรองไป

*************

ในเช้าวันนี้ ผมกลับจากงานอีเวนนอกสถานที่ เป็นงานเปิดตัวตึกใหญ่ ของบริษัทใหญ่เติบโตมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิด อยู่คู่เชียงใหม่มาหลายสิบปี ไม่มีอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมกลับมาพร้อมอาการง่วงซึม เพระต้องตื่นแต่เช้า เพื่อยกเก้าอี้ จัดเวที และดูแลความเรียบรร้อยเฉกเช่นพนักงานตำแหน่งเดียวกัน

งานเสร็จ ยกเก็บเก้าอี้เข้าที่ เพียงเท่านี้เอง ไม่มีอะไรที่เพิ่มสาระให้ชีวิต มีแต่รายได้เข้าชีวิต

กลับมาถึงที่ทำงานก็เลือกฟังเพลงสุ่มๆ ไป แต่เผอิญได้ฟังเพลงนี้เข้าเมื่อเช้านี้ จึงนึกอยากทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ถึงจะเป็นอย่างเล็กๆ ไร้ซึ่งแสงกระพริบมากนัก แต่ก็ขอให้ได้ทำสักอย่าง

มันเป็นเพลงคำเมืองที่คนเมืองฟังแล้วก็คงยิ้ม

ไม่มีอะไรมากครับ
อย่างที่บอก ความง่วงงุน จากงานอีเวน และการเปิดเพลงสุ่ม ทำให้เกิดบทความอันกระท่อนแท่นนี้ขึ้น

*************

บ่อมีนา บ่อมีหน้า บ่อมีหนี้ อยู่อย่างอี้ ก็ดีแล้วล๊อะ เพลงคำเมือง ที่แปลป็นภาษาไทยได้ว่า ไม่มีทั้งที่นา ไม่มีทั้งหน้าตาในสังคม ไม่มีหนี้ อยู่แบบนี้ ก็ดีแล้วไง
เป็นคำพูดที่ดูเหมือนง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน

บทเพลงของ คุณรังสรรค์ ไชยา ชื่อว่า เพลง หนานเย็น เป็นบทเพลงหนึ่ง ในชุด การเดินทางของตระกร้า อัลบั้มยอดเยี่ยม ของเวทีสีสันอวอร์ด เป็นเพลงภาษาล้านนา ที่กล่าวถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอดีต และคนสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกันทั้งด้านภาษา ทำนอง และเสียงร้อง

ท่อนหนึ่งของเพลงพูดไว้ว่า

ใจเย็นไว้เถอะพี่น้อง ทำให้จนเคยแก้ปัญหาได้

ให้มีสติกำกับอยู่ใกล้ ปัญญาพาไปแนบชิด

พาให้ชีวิต พาให้จิตใจ สัมฤทธ์ดังอันพรมี

เย็นเถอะเย็นไว้ ภัยนั้นไม่หนี

สติเรามี สุขี เจิดจ้า

ผมไม่ได้จะมาแนะนำว่า เพลงดี หรือ เรียบเรียงดนตรีได้ดี ไม่ใช่ ความรู้พวกนั้นผมไม่มีเสียเลยด้วยซ้ำ แต่ที่หยิบยกมากล่าวอ้างเพราะว่า ในช่วงเวลาที่โลกหมุนเร็วแบบนี้ เราต่างวุ่นวายเดือดร้อนใจ อยากได้โน่นได้นี่ ไม่มีสักครั้งที่จะอยู่อย่างธรรมดาสามัญ เหมือนเช่นคนแก่โบร่ำโบราณ

ไม่มีประโยชน์ที่จะมาตะเบงเสียงแหบแห้งของตัวเองท่ามกลางผู้คนนับล้าน ในยุคที่ เงิน งาน ชื่อ เสียง และความสุข เป็นอะไรที่หาซื้อได้ด้วยเงินไปแล้ว

ความหมายเก่าๆ ของคนใจเย็น กับความหมายของ คนใจดี จึงดูเหมือนมันห่างหายไปจากสังคมเรามากมายเหลือเกิน
เราต่างมีความหวังไว้ว่า จะหาเงินซื้อบ้านซื้อรถ

หนานเย็นกลับใจเย็นสบายใจ ไม่แสวงหาสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากการอยู่อย่างสบายๆ ไปวัน ไม่ร้อน หนาวทุกข์ สุขใด

*************
เหมือนคนเห็นแก่ตัว ยืนอยู่เพียงลำพัง บนท่อนไม้ที่เก่าลอยน้ำ มีเวลา เป็นกระแสน้ำที่พัดไหล เร็ว และแรงมากขึ้นๆ เรื่อยๆ
มีสิทธิ์ทั้ง ตาย และรอดชีวิต

ไม่แปลก ผมเองก็เช่นกัน อยู่บนขอนไม้ที่เกาะบ้างไม่เกาะบ้าง รอสายน้ำพัดพาไปเรื่อยๆ ไม่มีอนาคตยึดติด ใช้ชีวิตอยู่กับการพยายามไม่เป็นหนี้ ไม่มีหน้าตาในสังคม พยายามปล่อยวางบางสิ่งที่ทำให้จิตใจร้อนรุ่ม (ทำได้ในระยะสั้นก็ยังดี)

เมื่อฟังเพลงนี้ จิตใจสบายผ่อนคลายจากความตึงเครียด ก็จะอะไรนักหนา เพลงคำเมืองที่เหมือนจะตลก แต่แอบแฝงคติสอนใจอย่างแยบยล

หนานเย็น จึงเหมือนตัวแทนบางอย่าง ที่ดูเหมือนจะแปลกแยก ไม่สนใจทุกข์ร้อน เหมือนเป็นบางอย่างที่ส่งเสียงให้เรานึกถึง บางส่วนลึกๆ ของมนุษย์ เราล้วนต้องการสิ่งที่เป็นวัตถุกันทั้งนั้น ทั้งที่ไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขถาวรเลย

บอกตามตรง ผมไม่ค่อยจะได้ฟังเพลงแนวนี้เท่าไหร่ ไม่เคยจะบอกว่ามันช่วยอะไรเราได้ ในชีวิตประจำวันผมเองก็ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสน หาเช้ากินค่ำ ขับเคลื่อนไปประมาณนี้

เช่นเดียวกัน

องค์ประกอบหลายอย่างจากเสียง และเนื้อหาบางท่อนที่เราได้ฟัง กำลังสกิดบางอย่างให้เราคิดและทบทวนว่า บางทีการอยู่นิ่งเฉย และปล่อยวางจากวัตถุนิยม ก็สามารถทำให้หัวใจอิ่มเอิบได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทอง

แม้เพียงบาทเดียว

นกฮูก69 22 กุมภาพันธ์ 2550


edit @ 2007/02/22 17:52:00

Tags