WAY

ตู้ ATM

ทุกๆ ต้นเดือน หลังจากมียอดเงินเพิ่มขึ้นในสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเปิดบัญชีเปล่าๆ สำหรับเพื่อรับเงินเดือนของบริษัทที่ผมทำงานประจำอยู่ (เงินอันแสนน้อยนิดไม่ถึงหมื่นบาทด้วยซ้ำ)

เมื่อผมไปกดดูยอดเงินที่ตู้ ATM ว่ามียอดเพิ่มขึ้นหรือไม่ เป็นเงินเท่าไหร่ ถูกหักค่ามาสายหรือเปล่า

เท่านี้เอง เสร็จแล้วผมถึงจะจดรายการของใช้ที่จำเป็นลงบนเศษกระดาษ และนำไปซุปเปอร์มาเก็ต ใกล้บ้านด้วยกันเกือบทุกๆ ครั้ง ทุกๆ เดือน

เหมือนความเคยชิน เหมือนเป็นทักษะติดตัว ก็จนกว่าผมจะลาออก จนกว่าผมจะมีเงินเพิ่มจากงานนอก เงินสดจากผู้ว่าจ้างงานพิเศษ

ตอนนั้น...ตู้ ATM คงไร้ค่า บัญชีเงินฝากของผม คงไม่ต่างจากเศษกระดาษในร้านขายของเก่า

ซุปเปอร์มาเก็ต

ผมจะเดินเลือกหยิบของใช้ ตามรายการที่จดไว้ในเศษกระดาษ โยนพวกมันลงตระกร้าทีละชิ้น สองชิ้นจนครบแล้วก็เดินไปยังช่องทางด่วน คิดเงินเฉพาะสินค้าไม่เกิน 10 ชิ้น

ซ้ำๆ เดิม ๆ เหมือนเช่นที่เคยทำ ทุกๆ เดือน

เหตุผลของการเขียนข้อความใส่เศษกระดาษ เพื่อจับจ่ายของใช้ประจำวัน ก็มีเพียงเท่านี้

กลับถึงห้อง ผมก็โยนมันทิ้งถังขยะ

เหมือนจะเป็นเรื่องเดิมๆ

ทางเชื่อมต่อเดิม...

ถ้ำ

กระดาษหลุดมือ ตกลงไปยังแอ่งน้ำเปียกแฉะปลายเท้า ผมรีบคว้ามันกลับขึ้นมาคลี่อ่านอีกครั้ง ไม่มีความหมายเก่าดังเดิม

น่าแปลก!

ผมไม่สนใจพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินเพื่อหาทางออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

ผมเดินลงมาตามทางที่มืด ลัดเลาะลงมา ผิวพื้นที่เหยียบสากเท้าอยู่บ้าง ไม่ต่างจากคนถอดรองเท้านัก ร่องรอยแสงสีขาวหายไปนานแล้ว

ผมพยามกลั้นลมหายใจ แต่ทำได้ไม่นานนัก ก็ต้องพ่นลมออกมา ยากเกินไป ในนี้มันช่างเหม็นเสียเหลือเกิน

ผ่านมาแล้วกว่า ครึ่งชั่วโมง เส้นทางเดิน ยังคงมืดมิด ชื้นเย็น และเหม็นสาบ ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม

กระดาษที่อยู่ในมือผม มันยับย่นเปียกชื้น เต็มไปด้วยเหงื่อ และถูกคลี่ออกเป็นครั้งที่เท่าใดแล้วก็ไม่ทราบได้

บางครั้งมันก็เขียนว่า สำคัญอะไร กับความคิดคนอื่น หากทางที่เลือกคือความมืดมิดโดดเดี่ยวอยู่แล้ว บางครั้งก็เขียนว่า ฉันสับสนเหลือเกิน คุณคือใคร บางครั้งก็เขียนว่า รายการของใช้ สบู่ ยาสีฟัน ซอสพริก นมข้นหวาน ขนมปังแผ่น มันไม่เคยแน่นอน ไม่เคยถูกต้องอย่างที่ผมนึก ทั้งๆ ที่ มันก็เป็นลายมือของผมเอง

บางจังหวะของการก้าวเท้า เหมือนมีเสียงหึ่งๆ อยู่ด้านหลัง ผมหันกลับ เพ่งสายตามอง แช่นานอยู่อย่างนั้น

มืดมิด มีเพียงหินงอกหินย้อย และความเงียบเชียบ ไร้เสียงใด ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดนอกจากตัวผมเอง หรือในที่แห่งนี้จะหลงเหลือเพียงแค่ผมคนเดียวจริงๆ

เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไร ผมจึงหันหลังกลับ ค่อยๆ เดินลงไปข้างล่างต่อ

น่าจะมีทางออกสักทาง

เดินจนมาถึงตรงนี้ กลับได้ยินเสียง ตึก ตัก ของส้นเท้าที่เสียดสีกับพื้น ดังก้องกว่าเสียงหึ่งหลายเท่าตัว บ่งบอกว่า

คงไม่มีผู้ใดจริงๆ แล้ว อย่างที่ผมเข้าใจ

ในหนังสือของมูราคามิ เล่มหนึ่ง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ตัวเอก เดินลงไปในถ้ำเหมือนกัน แต่เป็นถ้ำที่หรี่หรือเร่งเสียงได้ เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นธรรมชาติ เป็นอนาคต เป็นวิวัฒนาการ ที่ผสมผสานแปลกแยก

ผมเพียงอ่านแค่บทแรก ผมเพียงอ่านมัน ทีละน้อย ทีละหน้าต่อวัน ไม่เคยนึกเลยว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ วันนี้

ผมตั้งใจเลือกทางเดิม ทางลงด้านล่างถ้ำ สิ่งที่ยับย่นในมือผม ไม่รู้ว่าจะมอบให้แก่ผู้ใด

ผมพยามยามถึงที่สุดแล้ว!

รถ

ผมผ่านหน้าร้านหนังสือ ผมฝากถุงกระดาษที่ช่องฝากของ เดินดูหนังสือออกใหม่ แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เดินผ่านร้านซีดี แวะเข้าไปเลือกดู แต่ก็ไม่ได้ซื้อเช่นกัน ยังไม่ถึงเวลาซื้อของฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นพวกนี้ ในเดือนนี้ ก็เท่านั้นเอง

ผมขับรถออกมาจากซุปเปอร์มาเก็ต ในใจยังนึกถึงเรื่องเมื่อคืนอยู่

ความฝัน แบบนั้นเกิดขึ้น เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ขณะขับเหลือบเห็นกระดาษที่จดไว้ในถุงกระดาษ

น่าแปลก กระดาษกลับอยู่ในรถ มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ผมซื้อของโดยไม่ได้นำไปด้วยหรือ แล้วของหายไปไหน ไม่อยู่ในรถ กระดาษยับย่น ไม่มีตัวหนังสือใดพอจะอ่านออก

ผมรีบขับรถวกกลับไปทางเดิม เส้นทางกลับซุปเปอร์มาเก็ต อีกครั้ง กระดาษกลิ้งตกลงที่ปลายเท้า

เป็นไปได้ไหมว่า ผมคงหลงลืมของใช้ที่ซื้อไว้เอง

หรือว่า มันอาจไม่เคยมีทั้งของ ไม่มีทั้งผมในซุปเปอร์มาเก็ต เมื่อครู่นี้จริงๆ"

ข้างล่าง

ในถ้ำมืดมิดแห่งนั้น ผมรู้ว่ามันคือความฝันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

และในความฝัน เราเองไม่สามารถอ่านตัวหนังสือได้ เราจะจำได้แค่ว่า

เรานึกถึงใครอยู่ หรือ เราทำอะไรอยู่ เท่านั้นเอง

และหากมันเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมจะอดทนให้นานกว่านั้น ก้าวเดินลงไปทางเดิมจนกว่าจะหมดลม

และส่งกระดาษยับย่น เปียกแฉะนี้ ให้ถึงมือใครสักคน ให้จงได้

กระดาษเปียกแฉะ

เหมือนมีใครสักคนเดินผ่าน ไม่มีใครเคยสนใจใส่ใจเรา ต่างก้าวเดินรีบเร่ง มุ่งหน้าสู่สำนักงานขนาดใหญ่ในเมืองหลวง รถมากมายแออัดเบียดเสียด เสียงแตรรถบางคันส่งเสียงต้อนรับเสียงแตรของรถอีกคัน ผสมผสานเป็นแนวดนตรีใหม่

นาฬิกาบนข้อมือของชายคนหนึ่งบอกเวลา เก้าโมงครึ่ง เขาเดินตรงมาทางเรา ยื่นมือมาหาเรา ซึ่งเป็นแค่กระดาษเปียกแฉะมอมแมม

ที่นอนอยู่ในแอ่งน้ำเน่า...ยาวนาน

นกฮูก69 2 พฤศจิกายน 2549

ถนนแปลกหน้า

posted on 03 Nov 2006 20:31 by lonesome-cities  in WAY

- 1 -

ผมเดินไปบนถนนสีเทา สีเทาเหมือนสีของควันบุหรี่ บุหรี่ที่ผมไม่ได้จุดขึ้นมาสูบ สูบแล้วพ่นควันสีเทา สีเทาเหมือนสีของเมฆหมอกบนฟ้า ท้องฟ้าที่ซ่อนสีสันตัวเองไว้ใต้เมฆฝน ฝนที่กำลังจะตก ตกลงมาไหลลามล้างถนน ถนนที่สีเทาไม่เคยซีดจางลง

ถนนทอดยาวไปบางหนแห่ง บางหนแห่งที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ก่อนการมีอยู่ของผม ผมที่กำลังชื้นสายฝน ฝนที่ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงการมีอยู่ของถนนแปลกหน้า หน้าบ้านของผมเอง

ตึกรามบ้านช่องสองข้างทาง ทางที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงก็เพียงผู้คน ผู้คนที่ผมรู้จักในวัยเยาว์ วัยเยาว์อันแสนงามและหมองเศร้า เศร้าเหมือนตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ เก่าแก่จนกลายเป็นซากปรักแห่งอดีตท่ามกลางปูนซีเมนต์ใหม่และบ้านช่องห้องหอสีสันสวยงาม งามในปัจจุบันกาล กาลเวลาที่อดีตไม่กล้าฝันถึงและอนาคตรอคอยเงียบเชียบ เงียบเชียบจนได้ยินเสียงร่ำให้ของบ้านเก่า เก่าเหมือนถนนเส้นนี้

ผมเผชิญหน้ากับถนนจากข้างในบ้าน บ้านที่ผมไม่รู้จักอีกต่อไป ลับดับไปในกาลเวลา เวลาที่ทำให้ผนังกร่อนสีปูนเก่าแตกร้าวหลังคาน้ำตาไหล ไหลลงซึมบนพื้นที่ผมเหยียบยืน ยืนอยู่ในบ้านของตัวเองหรือบนถนนแปลกหน้านั้น

- 2 -

วันนี้ฝนตก ผมเดินจากร้านร้านหนังสือเก่าแก่กลับมาบ้าน โดยไม่มีหนังสือเล่มไหนติดมือมาเลยสักเล่ม หนังสือที่ต้องการยังมาไม่ถึง และที่มาถึงไม่มีสิ่งใดดึงดูดยั่วเย้าผมได้เลย แสงแดดสว่างไสวในยามบ่ายอันร้อนกว่าที่ควรจะเป็นสักเล็กน้อย สัมผัสอุ่นชื้นจากเหงื่อที่ผุดพรายบนแผ่นหลังบนศรีษะ และปลายจมูก ก้มหน้าดุ่มเดินในแสงแดดบ่าย ถนนเส้นนี้หลับตาก็เดินได้ ผมคิดในใจ เพราะผมเดินจากบ้านไปตามทางนี้ทุกวันตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เรียนมัธยมในโรงเรียนประจำจังหวัด ร้านหนังสือ 2 ร้าน ร้านขายเทปหนึ่งร้าน และโรงหนังสามโรง ตำแหน่งแห่งที่ สัมผัสอันคุ้นเคย ร่องรอยแห่งวัยเยาว์ของตัวผม ผ่านเลยลับล่วงมานานนักหนา ผมยังคงสัญจรเส้นทางเดิมในบางเวลา เส้นที่ที่ผมคุ้นเคย

เสียงระเบิดวืดหวือลงตรงหัวมุมถนน กัมปนาทก้องไปทั่วรัศมีโดยรอบ เศษฝุ่นปลิวกระจายในสายลม ก้อนปูนเก่าแก่ ปลิวกระเด็นเข้ากระแทกร้านรองเท้าฝั่งตรงข้าม ป้ายบอกชื่อหนังและรอบฉายกระจายหักพังเสียสิ้น ถนนร้างผู้คนคลุ้งคลุมด้วยฝุ่นควันผิดท้องฟ้าจนอับแสงลง ตัวหนังสือมหึมาบอกชื่อโรงอันเคยรุ่งโรจน์เหนือป้ายไฟห้อยร่องแร่ง โครงเหล็กแข็งแกร่งบิดเบี้ยวจนไม่สามารถอ่านตัวอักษรจากเศษซากที่เหลืออีกต่อไป และผมได้แต่ตกตะลึงพรึงเพริด

พลันบ้านเรือนเก่าแก่หลอมละลาย ราวกับไอศกรีมในฤดูร้อน เหล็กดัดลายดอกไม้เปื้อนสนิมไหลราวกับชอคโกแลตที่ทิ้งไว้ในกระเป๋ากลางแสงแดด ป้ายบอกชื่อเลอะเลือนเลื่อนลอย ของเหลวหยุ่นเหนียวที่เคยเป็นบ้านช่องห้องหอ ที่ที่ผมคุ้นเคยเหลวเละไหลลงท่วมข้อเท้าผมจนต้องสะดุ้งโหยงกระโดดหลบ

ร้านหนังสือระเหิดหายไปในอากาศ ราวกับลูกเหม็นเก่าที่เล็กลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว

หอนาฬิกาที่เดินไม่เคยตรงอันแสนคุ้นเคยนั้น ปริแตกราวถูกขยี้ด้วยมือที่มองไม่เห็น ฉุดรากถอนโคนมันขึ้นจากพื้นดิน เหวี่ยงหวือกระเด็นลิบไปในฟากฟ้า ลอยสู่ห้วงหาวดาวดึงส์อันเป็นนิรันดร์

ทั้งหมดคือความฝันบนถนนสายกลับบ้านของผม ท่ามกลางสายลม ฝุ่นผง แห่งฤดูอันหนาวเหน็บ

-3

สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงแล้ว

ถนนเส้นหนึ่งที่เคยพาคุณกลับบ้าน และเคยนำคุณไปยังดินแดนแปลกหน้า

บัดนี้กลายเป็นถนนนั้นเองที่แปลกหน้า

คุณคิดใคร่โอบกอดอดีต แต่มันไม่ได้ดำรงคงอยู่อีกแล้ว

บ้านหลังหนึ่ง ถนนสายหนึ่ง ชีวิตชีวิตหนึ่ง สุดท้ายล้วนลับเลือนเลื่อนลอย

เส้นทางที่คุณเลือกใช้ พอคุณเดินผ่านไป มันก็กลายเป็นอดีต

บ้านของคุณ ถูกรื้อถอนไปจากความทรงจำแล้วเมื่อวานนี้

และวันพรุ่งนี้ของคุณจะหลอมละลายและระเหยหายไปในไม่ช้า ไม่ต่างจากน้ำเดือดในกาที่ทิ้งไว้บนเตา พวยควันหวีดหวิว สาบสูญหมดสิ้น

เราล้วนเดินอยู่ในความมืดที่ไม่มีอยู่จริง

ถนนสีเทา สายฝนที่พร่างพรม เหงื่อที่ชื้นเย็น ล้วนไม่เคยมีอยู่

และคุณกำลังคิดถึงบ้าน ที่หาทางกลับไม่เจอ หรืออาจไม่เคยมีอยู่

มืดมิดชั่วนิรันดร์

โดย FILMSICK

Alone in Pantip

posted on 10 Nov 2006 19:52 by lonesome-cities  in WAY

คลิปวิดีโอขนาด 3 นาทีกว่าๆ ถ่ายทำจากศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ด้วยแนวคิดจากบทความชิ้นหนึ่งที่ผมเขียนไว้นานมากแล้ว เกี่ยวกับการเดินวนเวียน หลงทาง และไร้จุดหมาย อยู่ในศูนย์การค้าแห่งนี้ เพลงประกอบนำมาจากหนังเรื่อง Lost in Translation ชื่อเพลงว่า Alone in Tokyo ขอความกรุณาอดทนรอโหลดหน่อยนะครับ


edit @ 2006/11/10 19:57:21


edit @ 2006/11/10 20:41:09

ทางนัย

posted on 20 Nov 2006 18:40 by lonesome-cities  in WAY

นานๆ ปาริสุทธิ์ จะมีโอกาสเข้าไปทำธุระที่เมืองหลวง -บางกอก,ประเทศไทย
เขาเป็นนักวาดภาพโรคเนื้องอกในสมองทำให้เขาเป็นโรคตาบอดสี เห็นสีสันสดสวยกว่าความเป็นจริง
เมื่ออยู่ในเมืองหลวง เขาชอบนั่งแทกซี่สีชมพูสด
ความเพ้อฝันของปาริสุทธิ์ทำให้สีของแท็กซี่ช่วยเลือนสีเน่าของฝุ่นและอากาศมัวซัว
ปลายเดือนตุลาคม
วันนี้สิ้นเดือนตุลาคม
พรุ่งนี้เป็นวันใหม่แต่แน่หรือว่านั่นคือวันใหม่
ปาริสุทธิ์ออกไปยืนโบกรถแท็กซี่ริมถนน ในใจได้แต่ตะโกนถามตัวเอง แล้วเขาก็ร้องไห้

นายนวมทอง ไพรวัลย์ (พ.ศ. 2489 - 31 ต.ค.2549) เป็นคนขับแท็กซี่ อดีตพนักงานการไฟฟ้าบางกรวย เมื่อวันที่ 30 กันยายนพ.ศ.2549 ได้ขับรถแท็กซี่พุ่งเข้าชนรถถังของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคมพ.ศ.2549 ได้ผูกคอตาย กับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดยในจดหมายลาตายระบุ เพื่อลบคำสบประมาทของ
พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"


รถแท็กซี่คันหนึ่งขับวนเวียนอยู่ใน ทาง ถนนอันวกวนของบางกอก
บางครั้งผู้โดยสารเป็นคนเลือกเส้นทาง บางครั้งโชเฟอร์เป็นคนเลือกเส้นทาง
ชีวิตของคนขับรถจึงเกียวข้องกับการเลือกทางที่เหมาะสมกับจุดหมายของผู้โดยสาร

ปาริสุทธิ์นั่งในรถแท็กซี่ เขาชอบคุยกับคนขับรถแท็กซี่ ปาริสุทธิ์ไม่ใช่คนบางกอก
เขาจึงชอบฟังคนขับแท็กซี่-พูดถึงบางกอกและเขาชอบถามถึงจุดหมายปลายทางของคนขับมากกว่าบอกถึงเส้นทางที่ไปของตัวเอง

แต่ในคราวนี้ต่างออกไป ปาริสุทธิ์นั่งเงียบ โชเฟอร์นิ่งเงียบ เขาไม่ถามทาง ปาริสุทธิ์ไม่บอกทาง บางอย่าง เส้นทางเลือกกลับไม่ได้มีมากมายนัก
เขาเห็นหลังเสื้อของลุงคนขับ สกรีนด้วยบทกวี

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน

กุหลาบ สายประดิษฐ์

คืนวันที่ 31 ตุลาคม รถแท็กซี่คันนั้นมุ่งหน้าสู่ถนนวิภาวดี
ในความเงียบ ในหูของเขาได้ยินเสียงบทกวีซ้ำไปซ้ำมา
รถแท็กซี่สีชมพูคันนั่งเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงบริเวณสำนักงาน
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เบื้องหน้า ปาริสุทธิ์เห็นทัศนียภาพแปลกตาออกไป
ขณะที่รถเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เวลาเหมือนกลับหยุดนิ่ง หรือไม่ก็กลับกลายเป็นนิรันดร์
ปาริสุทธิ์อ่านทวนบทกวีแล้วซบหน้านิ่ง
น้ำตาไหลให้กับความเศร้าที่ว่า บางอย่าง-เส้นทางเลือกกลับไม่ได้มีมากมายนัก
รถแทกซี่ขับพุ่งเข้าไปในรถถังสีเขียว ก่อนทะลุออกไปสู่เส้นขอบฟ้าและสรวงสวรรค์



ทางนัย-นก ปักษนาวิน
18:2120112549

หมายเหตุ

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย [1]

ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
หอกดาบกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา
อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน

จิ้น กรรมาชน[2] เขียนบทกวีชื่อ "เขาชื่อ...นวมทอง" เพื่อคารวะต่อนายนวมทอง ไพรวัลย์

"เขาชื่อ...นวมทอง"

นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย

เกิดมาเื่พื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์

เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ

คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง

เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง

หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง

วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง

คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม

อ้างอิงจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


edit @ 2006/11/21 14:22:44